www.thailaendisch.de

World War

Diskutiere World War im Thaiboard Forum im Bereich Thailand Forum; ถล่มศูนย์ทุนนิยมโลก พอเกิดการถล่มตึก World Trade เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โลกก็ก้าวเข้าสู่วิกฤติใหญ่อีกแล้ว หลังจากนั้น...
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ถล่มศูนย์ทุนนิยมโลก
พอเกิดการถล่มตึก World Trade เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 โลกก็ก้าวเข้าสู่วิกฤติใหญ่อีกแล้ว
หลังจากนั้น สหรัฐอเมริกาก็ประกาศสงครามกับขบวนการผู้ก่อการร้ายทั่วโลก และกับรัฐที่สหรัฐ เรียกว่ารัฐชั่วร้ายทั้งหลาย เหยื่อรายแรกคือ ประเทศอัฟกานิสถานซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ยากจนเกือบที่สุดในโลก เหตุการณ์ 11 กันยายน และสงครามคือจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก
สงครามระหว่างสหรัฐเอมริกากับอัฟกานิสถานครั้งนี้จะต่างจากสงครามที่ผ่านมา ทั้งหมด รวมทั้งจะต่างจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง น่าจะเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านการประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่หรือการเปลี่ยน อารยธรรมของมนุษยชาติ ซึ่งทำให้นึกถึงงานเขียนของ Hazel Henderson นักคิดสตรีที่โด่งดังในยุคปัจจุบันที่นำเอาหลักทฤษฎี Chaos มาใช้อธิบายประวัติศาสตร์ปัจจุบัน และอนาคต ท่านแบ่งประวัติศาสตร์โลกออกเป็น 3 ช่วง
ช่วงแรกคือ ช่วง Chaos กล่าวคือ มีสภาวะปั่นป่วน ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเกิดขึ้นของสงครามเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้น และขยายตัวไปทั่วโลก ประวัติศาสตร์ช่วงนี้น่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ถึง 20 ปี
หลังจากนั้น ท่านเรียกว่าช่วงประวัติศาสตร์แบบ Bifurcation หมายถึงช่วงที่อารยธรรมโลก ทุนนิยมเกิดการแตกตัวเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีชาติใดจะทำหน้าที่เป็นศูนย์ของระบบทุนโลกได้อีกต่อไป
ช่วงนี้จะเริ่มขึ้นเมื่อจักรวรรดิอเมริกาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์ของ ระบบทุนโลกก้าวถึงกาลพังพินาศ ซึ่งจะส่งผลทำให้ตลาดเงินและตลาดหุ้น และระบบเศรษฐกิจของระบบทุนโลกพลอยตกในสภาพวิกฤติรุนแรงและยาวนาน ภาษาอังกฤษคงใช้คำว่า The very Great Depression ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาก้าวสู่สภาวะล่มสลาย และในเวลาเดียวกันอาจจะนำไปสู่การช่วงชิงอำนาจในระบบโลกใหม่ พร้อม ๆ กับความปั่นป่วนที่ก่อตัวไปทั่วระบบโลก จะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งตัวเองของพลังประชาชน ( รากหญ้า ) ในรูปแบบที่หลากหลาย ช่วงนี้ก็อาจจะกินเวลาประมาณ 10 ถึง 20 ปี
หลังจากนี้ประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็ก้าวสู่ช่วงกำเนิดอารยธรรมใหม่ หรือช่วง Breakthough อารยธรรมโลกใหม่จะก่อกำเนิดขึ้น ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอารยธรรมทุนนิยม
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ที่มาของ Conspiracy Theory และอำนาจเหนือรัฐอเมริกัน
สงครามทุกครั้งก็จะต้องมีการวางแผน (ลับ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินยุทธศาสตร์สงคราม บรรดาแผนลับนี้เองคือ ที่มาของ Conspiracy Theory เพราะบรรดาแผนลับนี้ ถือว่าเป็นความลับสุดยอกที่ถูกปกปิดเอาไว้ กลายเป็นเรื่องจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ เกือบทุกครั้งที่เกิดสงคราม ประวัติศาสตร์อเมริกันจะมีเรื่องราวที่ถือว่าเป็น Conspiracy อยู่หลายครั้งด้วยกัน เรื่องแรกคือ เรื่องญี่ปุ่นถล่มฐานทัพอเมริกันที่เพิร์ล ฮาเบอร์
ทำไมจึงเกิด Conspiracy ขึ้น
ที่เกิดขึ้นเนื่องจากเกิดคำถาม และข้อสงสัยว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาและฝ่ายสัมพันธมิตรไม่รู้เลยหรือว่าญี่ปุ่นได้เคลื่อนกอง ทัพเรือขนาดใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นมุ่งหน้าเข้าโจมตีเพิร์ล ฮาเบอร์ คำถามนี้ถูกทิ้งเป็นคำถามประวัติศาสตร์ และเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบจนถึงปัจจุบัน และในที่สุด ก็มีการเปิดเผยความจริง ( แบบกึ่งจริง ) ว่า ชนชั้นนำอเมริกันรู้ และสามารถจับรหัสลับได้
แต่เหตุที่ปล่อยให้ญี่ปุ่นโจมตีก่อนเนื่องจากชนชั้นนำอเมริกันต้องการอาศัย เรื่องราวการถูกโจมตีก่อนปลุกระดมความรักชาติ (อย่างรุนแรง) ขึ้นทั่วประเทศ และผลักดันให้ประชาชนอเมริกันเห็นด้วยกับการเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
ไม่ว่าเรื่อง Conspiracy เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม เรื่องนี้ได้นำสู่การเปลี่ยนประวัติศาสตร์อเมริกันครั้งใหญ่ เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาได้กลายเป็นเจ้าอภิมหาอำนาจของโลก
ในเวลาเดียวกัน สงครามได้ก่อให้เกิดกลุ่มอำนาจใหม่ที่เรียกกันว่า The Military Industrial Complex ขึ้น มีอำนาจเหนือรัฐอเมริกัน
คำว่า Complex นี้ ไม่ได้หมายถึง กลุ่มบุคคลเท่านั้น ยังหมายถึงสถาบันแห่งอำนาจ ที่เกี่ยวพันกับการดำเนินสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ CIA และ Pentagon
คำว่า Military-Industrial หมายถึง บรรษัทค้าอาวุธ ซึ่งมักจะเชื่อมผลประโยชน์กับบรรษัทค้าน้ำมัน และแร่ธาตุอื่น ๆ
กล่าวแบบสรุป นี่คือ การรวมกันทางผลประโยชน์ (ที่ค่อนข้างพิเศษ) ระหว่างกลุ่มทุนค้าอาวุธสงคราม และกลุ่มข้าราชการประจำ (ทางทหาร) รวมทั้งนักการเมือง นักวิชาการ (ด้านทหาร) ที่มีนโยบายที่สนับสนุนการดำเนินการสงคราม
ในที่สุด กลุ่มพลังอำนาจนี้ได้กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงสุดเหนือการเมืองอเมริกัน แต่จะเข้าใจอิทธิพล และอำนาจของกลุ่มพลังนี้ก็คงต้องศึกษาเรื่อง Conspiracy ต่อมา
Conspiracy เรื่องที่ 2 คือเรื่องราวก่อนสหรัฐอเมริกาส่งกองทัพเข้าสู่อินโดจีน ที่คนทั่วไปเรียกว่าสงครามเวียดนาม เรื่องราวนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง JFK
หัวใจของเรื่องคือความขัดแย้งกันระหว่างประธานาธิบดี กับ The Military-Industrial Complex
ก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนัก CIA ได้ไปก่อปฏิบัติการโจมตี Cuba แล้วล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ปฏิบัติการครั้งนั้นได้กลายเป็นข้ออ้างของประธานาธิบดีเคนเนดีที่จะไม่ส่ง กำลังทัพไปรบในเวียดนาม การตัดสินใจครั้งนี้ได้สร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับ The Military Industry Complex ในที่สุดประธานาธิบดีเคนเนดีถูกฆ่าตาย
คนที่รู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวพันทั้งหมดก็ถูกฆ่าทิ้ง ต่อมาน้องชายประธานาธิบดีเคนเนดีซึ่งลงสมัครเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ ถูกฆ่าตายในเวลาต่อมา หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลอเมริกันก็เข้าสู่สงครามเวียดนาม หลังสงครามเวียดนามจักรวรรดิอเมริกาพ่ายแพ้สงคราม และต้องถอนฐานทัพออกจากเอเชีย จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ หันมาใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองนำการทหาร ด้วยการสร้าง และเปิดพันธมิตรกับจีน เพื่ออาศัยจีนไปดุลอำนาจกับโซเวียต
หลังสงครามเวียดนาม อำนาจของ The Military Industrial Complex ก็สั่นคลอนลง แต่ก็เพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้น หลังจากรีแกนและบุชขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี อำนาจของกลุ่มพลังนี้ก็ฟื้นตัวกลับมามีอำนาจเหนือการเมืองอเมริกันอีก
Conspiracy ที่ 3 เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ บุช (ผู้พ่อ) อดีตผู้อำนวยการ CIA ขึ้นมามีอำนาจเหนือการเมืองอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหมายความในเวลาเดียวกันว่า ช่วงนี้คือ ช่วงที่ The Military Industrial Complex กลับมามีอำนาจสูงสุดเหนือการเมืองอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง
บุชเข้ามาเป็นประธานาธิบดี ในช่วงที่จักรวรรดิโซเวียตคู่ปรับเก่าของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็นได้ เสื่อมทรุดอำนาจลง ชนชั้นนำอเมริกันจึงมีความเห็นว่า ถึงเวลาที่สหรัฐอเมริกาต้องปรับยุทธศาสตร์ทางการเมือง และทหารใหม่
นี่คือ ที่มาของนโยบาย New World Order กล่าวแบบสรุปสั้น ๆ คือ หลังจากรัสเซียล่มสลาย สหรัฐอเมริกาต้องช่วงชิงโอกาสนี้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำเดียวเหนือระบบโลก แต่จะก้าวเป็นผู้นำเดี่ยวเหนือระบบโลกก็ต้องวาง หรือกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่
ในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย คนทั่วไปมักจะคิดว่า จุดช่วงชิงใหญ่คือ ที่เวียดนาม แต่ที่จริงแล้ว จุดหัวใจของยุทธศาสตร์โลกคือ ตะวันออกกลาง เนื่องจากตะวันออกกลางคือแหล่งพลังงานน้ำมันของโลก ใครหรือประเทศไหนมีอำนาจเหนือน้ำมันประเทศนั้นก็คือ ผู้ครองอำนาจเหนือระบบโลก
ดังนั้น หลังจากโซเวียตเริ่มหมดอำนาจลง ชนชั้นนำอเมริกันจึงหาทางยึดครองตะวันออกกลางด้วยการสร้างเหตุผลที่สมควร ขึ้นมาคือ ที่มาของ Conspiracy ก็เนื่องจากมีข้อสงสัยตามมาว่า สหรัฐหลอกให้อิรัก พันธมิตรใกล้ชิดที่สุดของตนในตะวันออกกลาง เปิดฉากทำสงครามรุกรานคูเวต
ช่วงสงครามระหว่างสหรัฐกับอิรัก (ครั้งแรก) ซัดดัมพยายามออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ แต่ไม่มีใครสนใจเนื่องจากสหรัฐสามารถควบคุมเหนือสื่อโลก ซัดดัมเปิดเผยว่า ก่อนเปิดสงครามโจมตีคูเวต ซัดดัมได้ส่งเจ้าหน้าที่ชั้นสูงไปขอความเห็นจากทูตอเมริกันประจำอิรักเรื่อง การบุกคูเวตก่อน ซี่งได้คำตอบทำนองว่า “เรื่องคูเวตไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา” คำตอบนี้ทำให้ผู้นำอิรักเข้าใจว่าชนชั้นนำอเมริกันน่าจะพอใจที่อิรักขยาย อำนาจของตน เพราะว่าเท่ากับเป็นการขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกาโดยอ้อม แต่ทั้งหมดคือการหลอกลวง
หลังสงครามถล่มอิรัก ชนชั้นนำอเมริกันได้เข้าไปจัดตั้งฐานทัพขึ้นที่คูเวต และซาอุดิอาระเบีย และก่อให้เกิดการเปลี่ยนดุลอำนาจใหม่ในตะวันออกกลาง หมายความว่าสหรัฐอเมริกาสามารถสถาปนาอำนาจเหนือชาติอาหรับได้โดยอ้อม
เราคงไม่ลืมว่าสงครามกับอิรักเริ่มขึ้นในยุคนายบุชผู้พ่อซึ่งเป็นอดีตผู้ อำนวยการ CIA และมีฐานผลประโยชน์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับกลุ่มค้าอาวุธ และค้าน้ำมัน
ประวัติศาสตร์สงครามของสหรัฐอเมริกา กับประวัติศาสตร์ของ The Militrial Industrial Complex จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์คู่ขนานกัน ส่งผลทำให้เรื่องที่ถูกเรียกว่า Conspiracy (แผนลับซ่อนเงื่อน) และการก่อสงครามกลายเป็นสงครามที่คู่ขนานกันไปด้วย
มีคำถามที่น่าตั้งคือ เหตุการณ์ถล่มตึก เมื่อ 11 กันยายน มีเรื่อง Conspiracy ซ่อนอยู่หรือเปล่า คำตอบคือ มี เพราะแม้เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว จนถึงวันนี้ อเมริกายังไม่สามารถเสนอข้อมูลหรือหลักฐานว่ากลุ่มที่ถล่มตึก World Trade เกี่ยวข้องอะไรกับนายบิน ลาเดน
นอกจากนี้ มีการเปิดหลักฐานออกมาว่า CIA รู้เรื่องการถล่มก่อนรู้แม้กระทั่งว่าจะถล่มตึก World Trade มีข้อมูลจากฝ่ายมุสลิมออกมาว่าไม่มีคนยิวถูกฆ่าตายในวันนั้น เนื่องจากกลุ่มชาวยิวรู้ข่าว และไม่เข้าไปทำงานในตึกวันนั้น
นี่คือส่วนหนึ่งของ Conspiracy Theory แต่ที่มากกว่านี้คือ การถล่มตึกเกี่ยวอะไรกับรัฐอัฟกานิสถานด้วย รัฐอัฟกานิสถานเป็นรัฐที่ยากจนมาก จะมีปัญญาอะไรไปก่อเรื่องถล่มตึก World Trade
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]อำนาจเหนือรัฐอเมริกันในยุคโลกาภิวัฒน์
หลังสงครามกับอิรัก (ครั้งแรก) จุดพลิกผันทางการเมืองที่คาดคิดไม่ถึงคือการพ่ายแพ้ของนายบุช ตัวแทนพรรครีพับลิกันต่อนายคลินตันแห่งพรรคเดโมแคร็ท ทำให้ยุทธศาสตร์การครองโลกโดยการเน้นที่การใช้อำนาจทางการทหารเป็นหลักเกิด การสะดุดชั่วคราว
จากสงครามขยายอำนาจ (ทางทหาร) เข้าครอบโลกสู่สงครามในรูปแบบใหม่ ปรากฏขึ้นในรูปของสงครามเศรษฐกิจ และสงครามต้านข่าวสาร และวัฒนธรรม แต่เป้าหมายของสงครามก็คือเป้าหมายเดิมคือ การพยายามก้าวกลับมาครองอำนาจเหนือระบบโลกอีกครั้งหนึ่ง โดยพุ่งเป้าโดยตรงที่การครองอำนาจเหนือเอเชียแปซิฟิก
ทำไมเอเชียแปซิฟิกจึงเป็นเป้าหมายยึดครองของสหรัฐอเมริกา
คำตอบประการแรกคือในช่วงนี้ เอเชียแปซิฟิกได้กลายเป็นศูนย์ของตลาดโลกแทนตลาดเก่า ซึ่งมีศูนย์อยู่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก ส่วนหนึ่งเนื่องจากจีนได้เข้าสู่ตลาดโลก และในขณะเดียวกันบรรดาประเทศในย่านเอเชีย กำลังประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เอเชียแปซิฟิกยังเป็นศูนย์ของน้ำมัน ทรัพยากรหัวใจของการพัฒนาในยุคทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง
คำตอบประการที่สองคือ การรวมตัวกันของยุโรปสกัดเงื่อนไขที่สหรัฐอเมริกาจะแพร่อำนาจเข้าไปทางยุโรป เอเชียจึงเป็นจุดอ่อนยุทธศาสตร์เพราะนอกจากจีนแล้ว ก็ไม่มีชาติไหนที่ท้าทายอำนาจของอเมริกาได้ ดังนั้น การลดอำนาจของจีน หรือการสกัดไม่ให้จีนพัฒนาหรือขยายตัวมากจนเกินไปจึงกลายเป็นปัญหาทาง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา
การขึ้นมามีอำนาจของพรรคเดโมแคร็ท แม้จะดูราวว่าจะลดอำนาจของกลุ่ม The Military Industrial Complex ลงไปก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าอำนาจของกลุ่ม The Military Industrial Complex จะหมดอำนาจลงไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก The Military Industrial Complex คือฐานของอุตสาหกรรมไฮเทค และฐานของการปฏิวัติเครื่องมือในการสื่อสาร ดังนั้น จึงมีความเชื่อมโยงทางผลประโยชน์ระหว่าง The Military Industrial Complex กับชนชั้นนำใหม่ หมายความว่า การขึ้นมาของคลินตัน แม้ว่าจะทำให้กลุ่มทุนยิวในด้านสื่อบันเทิง และกลุ่มการเงินมีอำนาจเหนือรัฐอเมริกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่ม The Military Industrial Complex จะสิ้นอำนาจ หลังยุคคลินตันการกลับมาของบุช (ผู้เป็นลูก) ก็คือการกลับมาของ The Military Industrial Complex อีกครั้งหนึ่ง
ภาพการเมืองอเมริกันในช่วงนี้จึงดูราวกับว่า บุชผู้เป็นลูกได้เข้ามาสานต่องานที่บุชผู้เป็นพ่อทำไว้ไม่เสร็จสมบูรณ์ งานที่เสร็จไปแล้วหลังสงครามอิรักก็คือ สหรัฐอเมริกาสามารถตั้งฐานทัพของตนขึ้นในตะวันออกกลาง ในขณะเดียวกันก็อ้างความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่อย่างยาวนาน และไม่สิ้นสุด โดยอ้างว่าซัดดัม ฮุสเซน ยังมีอำนาจอยู่ในอิรัก ทั้งซาอุดิอาระเบีย และคูเวตก็ต้องจ่ายเงินให้แก่การดำรงอยู่ของกองทัพอเมริกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ สหรัฐอเมริกได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะทั้งคูเวตและซาอุฯ ต้องตกเป็นตัวประกันของสหรัฐฯ ในขณะที่อิรักก็ตกอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือของสหรัฐอเมริกา
งานที่ยังไม่เสร็จสิ้นคือ สหรัฐอเมริกายังยึดครองตะวันออกกลางไม่ได้อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ในตะวันออกกลางยังมีกลุ่มประชาชนมุสลิมเล็ก ๆ ที่ชนชั้นนำอเมริกันเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย บรรดากลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเหล่านี้ ไม่อยู่ในสายตามากนัก และไม่ใช่พลังยิ่งใหญ่ ที่สามารถท้าทายอำนาจของสหรัฐอเมริกาได้ แต่ก็เป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด
คำว่า “เครื่องมือ” หรือ “ข้ออ้าง” ก็คือข้ออ้างว่าโลกและสหรัฐอเมริกามีภัยอันตรายยิ่งใหญ่เหลือเกินที่คุกคาม โลกอยู่ นั่นคือบรรดาผู้ก่อการร้ายทั้งหลาย ข้ออ้างนี้เองคือ การสร้างความชอบธรรมแก่รัฐอเมริกันเอง ในการขยายปีกนกอินทรีเข้าไปครอบครองแปล่งน้ำมันของโลก (ตะวันออกกลาง และแถบทะเลสาบแคสเบียน) ดังนั้นหัวใจของสงครามยึดครองอัฟกานิสถาน จึงไม่ใช่ บิน ลาเดน ไม่ใช่การกวาดล้างขบวนการผู้ก่อการร้าย
จะเห็นได้ว่าการทำสงครามแต่ละครั้งนั้นมีทั้งเป้าหมายที่แท้จริงและเป้าหมาย หมายหลอกในเวลาเดียวกัน นี่คือ the new conspiracy theory ในยุคของบุช (ผู้เป็นลูก)
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]สาเหตุปัจจัยหลากหลายที่รวมศูนย์
จะวิเคราะห์สาเหตุของสงครามยึดครองอัฟกานิสถานได้อย่างไร วันนี้ ถ้าถามว่าทำไมระบบโลกจึงก้าวพุ่งเข้าสู่ “สงคราม และความรุนแรง”
คำตอบแรกคือ ระบบโลก (ที่เริ่มแก่ ป่วย) หรือเริ่มก้าวสู่สภาวะที่เสียดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ
ดุลยภาพแรกคือ เรื่องการเสียดุลยภาพทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากระบบโลกที่มีการพัฒนาที่เหลื่อมล้ำ และมีช่องว่างที่ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งช่องว่าระหว่างประเทศยากจนกับประเทศร่ำรวย และระหว่างคนรวยกับคนจน
ดุลยภาพแรกที่สองคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ถูกทำลายลงอย่างมากในนามของการขยายตัวของอุตสาหกรรม จนก่อให้เกิดวิกฤติทางธรรมชาติ และวิกฤตเรื่องสุขภาพ
ดุลยภาพที่สามคือ การเสียดุลทางการเมือง เนื่องจากหลังสงครามเย็น ยังไม่มีชาติใหที่สามารถยึดอำนาจ หรือครองอำนาจเหนือระบบโลกได้ (หลังยุคสงครามเย็น) เพราะการยึดครองตะวันออกกลาง และแหล่งน้ำมันในทะเลสาบแคสเบียน (เหนืออัฟกานิสถาน) ย่อมก่อให้เกิดพลังต่อต้านอย่างรุนแรง
หากสหรัฐอเมริกาใช้ยุทธศาสตร์สงคราม ฝ่ายตรงกันข้ามก็อาจจะใช้ยุทธศาสตร์สงครามจรยุทธ์ที่ยืดเยื้อเข้าตอบโต้ สหรัฐฯ ก็จะจมลงสู่สงครามที่ยืดเยื้อและยาวนานได้ ระบบโลกก็จะยิ่งเสียดุลยภาพทางการเมืองรุนแรงมากขึ้น
ในอีกสาเหตุหนึ่ง สาเหตุนี้เริ่มจากการอิ่มตัว หรือสิ่งที่เรียกว่า De-industrialization ซึ่งเริ่มขึ้นในช่วงประมาณปี 1970 สภาวะอันนี้ได้รุนแรงขึ้นในช่วงปัจจุบัน นับจากปี 1990 เป็นต้นมา ระบบโลกได้เผชิญกับปรากฏการณ์ของการแตกของฟองสบู่เป็นระลอก ๆ
จากปี 2000 เป็นต้นมา ได้เกิดการทรุดตัวอย่างหนักของอุตสาหกรรมไฮเทค ตามด้วยการสั่นไหวอย่างรุนแรงของตลาดหุ้น และตลาดเงิน หรือฟองสบู่แตก ( ที่สหรัฐอเมริกา ) ดังนั้น ชนชั้นนำอเมริกันต้องผลักให้เกิดการขยายตัวของส่วนเศรษฐกิจจริง ขึ้นมารองรับการตกต่ำของตลาดเงิน หรือหุ้น
สิ่งที่หลีกหนีไม่พ้นก็คือ ชนชั้นอเมริกันได้หันการเร่งขยายการผลิตอาวุธซึ่งต้องอาศัยสงครามเป็น เครื่องมือ เพื่อเพิ่มและขยายการผลิตอาวุธ
กล่าวอย่างสรุปก็คือ เวลาที่ประวัติศาสตร์โลกจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด ก็จะมีเหตุปัจจัยทั้งในแง่อุดมการณ์ และเหตุปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ประสานประกอบไปในทิศทางเดียวกัน
กล่าวอย่างสรุปก็คือ ประวัติศาสตร์ทุนนิยมโลกสามารถแยกออกเป็น 4 ช่วงใหญ่ ช่วงแรกคือ ช่วงขยาย (จากศตวรรษที่ 13 จนถึงปี 1970 ) มีปัจจัยมากมายที่ก่อให้เกิดการขยายตัว
ช่วงที่สองคือ ช่วงหดตัว ( หลัง 1970 ) ซึ่งก็มีปัจจัยมากมายทำให้เกิดการหดตัว
ช่วงที่สามคือ ช่วงวิกฤติใหญ่ นับจากปี 2000 เป็นต้นมา
หลังจากช่วงนี้ คือ ช่วงความตาย ( และการเกิดใหม่ )
นี่คล้ายกับหลักที่ชาวตะวันออกเรียกว่า ชะตากรรม ( หลีกเลี่ยงได้ยาก ) หรือกฎทางพุทธที่เรียกว่า กฎสงสาร ( เกิด แก่ เจ็บ ตาย ) กฎแห่งธรรม (ชาติ) ซึ่งไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]เมื่อพญานกอินทรีขยายปีกในเอเชีย
เมื่อเกิดการถล่มตึก World Trade และเพนตากอน เชื่อว่า CIA รู้ว่าจะมีปฏิบัติการก่อการร้ายล่วงหน้าแล้ว เพราะก่อนหน้าเกิดการถล่มตึก ได้มีคำสั่งเตรียมพร้อมด้านการทหารที่เมือง New Jesey และรู้จะที่จะโจมตีคือที่ World Trade เพราะมีคำสั่งให้มีการตรวจตราเป็นพิเศษที่ตึกดังกล่าว แต่เนื่องจาก CIA ไม่ได้คิดว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะรุนแรงมาก เพราะที่ผ่านมาผู้ก่อการจะปฏิบัติการระเบิดเพียงจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น เมื่อ CIA รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชนชั้นนำ (ขวาจัด) ก็น่าจะรู้ แต่ต้องการให้ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้น
เนื่องจากชนชั้นนำอเมริกันต้องการปฏิบัติการครั้งนี้เพื่อเปลี่ยนทิศทางการ เมืองภายในสหรัฐอเมริกาสู่ทิศทางขวาจัดและชาตินิยมรุนแรง สิ่งที่ชนชั้นนำอเมริกันคาดไม่ถึงคือพวกก่อการร้ายฉวยโอกาสดังกล่าว ก่อความรุนแรงเกินคาด จนสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อรัฐบาลอเมริกันเอง ที่สำคัญกว่านี้ ก่อนหน้าการถล่มตึก CIA ได้เตรียมเสนอเรื่อง บิน ลาเดน เป็นข่าวไว้ก่อนการปฏิบัติการครั้งนี้เสียอีก เช่น ข่าวว่า บิน ลาเดน บอกว่าจะถล่มสหรัฐอเมริกาในช่วงดังกล่าว
แต่ที่สหรัฐอเมริกามีเจตนาพุ่งเป้าที่บุคคลนี้เพราะเขาอาศัยอยู่ที่ อัฟกานิสถาน หมายความว่า จริง ๆ แล้ว สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการจัดการกับ บิน บาเดน แต่ต้องการยึดครองอัฟกานิสถาน เพราะ
ประการแรก เหตุที่พุ่งเป้าที่อัฟกานิสถานเป็นจุดยึดครองก็เนื่องจากอัฟกานิสถานคือรอย ต่อระหว่างสองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งโลกตะวันออก นั้นคืออารยธรรมจีน และอาหรับ ปัจจุบันอัฟกานิสถานคือรอยต่อระหว่างจีนกับอิหร่าน และประเทศในโลกตะวันออกกลาง ถ้าอัฟกานิสถานถูกยึดครอง จีนกับโลกอาหรับก็จะถูกตัดขาดจากกัน
ประการที่สอง อัฟกานิสถานยังเป็นทางออกของน้ำมันและทรัพยากร ( ในแถบทะเลสาบแคสเบียน ) ที่มีค่ามากมายจากประเทศต่าง ๆที่แยกออกจากโซเวียต ซึ่งปัจจุบันบรรษัทข้ามชาติอเมริกา และอังกฤษได้เข้าไปลงทุนในย่านประเทศดังกล่าว
การทำสงครามครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการลงทุน ( อนาคต ) เนื่องจากมีการค้นพบแหล่งก๊าซและน้ำมันขนาดใหญ่ในบรรดาประเทศดังกล่าว เช่นที่ ย่านคาซัคสถาน ทะเลสาบแคสเบียน อุชเบกิสถาน เติร์กเมนิสถานและในอัฟกานิสถานเอง
พูดอย่างสรุป การยึดครองเหนืออัฟกานิสถาน คือการยิงนกตัวเดียวได้นกหลายตัวในขณะเดียวกัน ด้านหนึ่งคือ ใช้สงครามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกัน และในขณะเดียวกัน ก็พุ่งเป้าขยายอำนาจในเอเชีย เป้าหมายใหญ่สุดที่อยู่เบื้องหลัง ก็คือการลดอิทธิพลของจีนและพันธมิตรของจีนในโลกอาหรับ เป้าหมายรองคือ การยายอิทธิพล เข้ายึดครองคลังน้ำมันและก๊าซในย่านดังกล่าว ถ้าวิเคราะห์การเมืองอเมริกันนับจากประธานาธิบดีบุช ขึ้นมามีอำนาจโดยชี้ว่า การเมืองอเมริกันในยุคบุชเริ่มจากการสร้างกระแสสงครามเย็นครั้งใหม่
เมื่อรัฐบาลบุชขึ้นมามีอำนาจใหม่ เพนตากอนได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษ ซึ่งได้ประเมินว่า ประเทศจีนคือภัยคุกคามสหรัฐอเมริกาในอนาคต ตามด้วยการส่งเครื่องบินไปบินสอดแนมชายแดนระเทศจีนจนเกิดการเผชิญหน้ากันทาง การเมื่องอย่างรุนแรงระหว่างจีน และสหรัฐอเมริกา
ในช่วงแรก ชนชั้นนำอเมริกันไม่สามารถสร้างกระแสต้านจีนได้ เพราะหลายฝ่ายในหมู่ชนชั้นนำเอง ไม่เห็นว่าจีนคือภัยคุกคามใหญ่ แต่รัฐบาลบุช ก็พยายามรักษานโยบายเผชิญหน้ากับจีน โดยการเชิญนายกรัฐมนตรีไต้หวันไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งคล้ายกับว่า รัฐบาลอเมริกันรับรองไต้หวัน ในฐานะของรัฐอิสระอีกรัฐหนึ่ง จีนซึ่งตกในฐานะเป็นฝ่ายถูกกระทำ จึงจำเป็นต้องเคลื่อนตอบโต้ ด้วยการขยายฐานพันธมิตรใหม่ โดยเปิดสัมพันธ์กับรัสเซีย และประเทศเพื่อนบ้าน สงครามเย็นครั้งนี้ ประเทศไทยเองก็เกือบถูกลากเข้าไปร่วมด้วยเนื่องจากไทยเองก็เป็นจุด ยุทธศาสตร์สำคัญ คือการที่พรมแดนไทยอยู่ติดกับพม่าซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับจีน
ทั้งหมดที่กล่าว สะท้อนภาพว่าโลกกำลังก้าวสู่ช่วงสงครามเย็นครั้งใหม่ ซึ่งเกิดจากความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่จะสถาปนาตนเองขึ้นเป็นเจ้าเหนือ ระบบโลกแต่เพียงผู้เดียว
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]จุดอ่อนของยุทธศาสตร์ครองโลกของสหรัฐอเมริกา
ถ้ามองสงครามครั้งนี้ทางยุทธศาสตร์ เราก็จะเห็นความสุดยอดของจักรวรรดิอเมริกัน แต่ถ้ามองลงลึกในด้านรายละเอียด การดำเนินการสงครามของสหรัฐอเมริกาครั้งนี้มีข้ออ่อนหลายข้อ
ประการแรก สงครามนี้ คือสงครามที่ไม่เป็นธรรม (ในมุมมองของชาวมุสลิมทั่วโลก) ผู้นำอเมริกันเตรียมผู้รับกรรมไว้ล่วงหน้าคือ บิน บาเดน กับรัฐบาลอัฟกานิสถาน ทั้ง ๆ ที่เป็นไปได้ว่าทั้งบิน ลาเดน และรัฐบาลอัฟกานิสถานอาจไม่รู้เรื่องการก่อการร้ายนี้เลย และพวกเขามีประสิทธิภาพขนาดนี้เชียวหรือ เห็นได้ชัดแจ้งว่าสหรัฐอเมริกาเคลื่อนทัพถล่มอัฟกานิสถานโดยไม่มีหลักฐาน ชัดเจนยืนยันว่ารัฐบาลอัฟกานิสถาน และบินลาเดนอยู่เบื้องหลัง ความไม่น่าเชื่อถือของหลักฐานแบะท่าทีแบบอเมริกันขวาจัดรุนแรงจึงส่งผลให้ บิล ลาเดน กลายเป็นวีรบุรุษของชาวมุสลิม ซึ่งกลายเป็นข้ออ้างที่ประเทศอาหรับต่าง ๆ ไม่ยอมประกาศสงครามหรือเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในสงคราม และชาวมุสลิมจำนวนมากไม่ยอมรับบทบาททางการเมืองของสหรัฐอเมริกาในตะวันออก กลาง ความไม่ชอบธรรมของสงครามทำให้กระแสการต่อต้านสงครามแพร่ระบาด 2 ทาง
ทางแรก คือ การก่อตัวขึ้นของกระบวนการสันติภาพในสหรัฐอเมริกา และในยุโรป และในประเทศต่าง ๆ เกือบทั่วโลก
ทางที่สอง คือ กระแสต้านสงครามจากชาวมุสลิมทั่วโลก
ประการที่สอง สงครามอาจจะนำมาซึ่งความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจโลกที่หนักหน่วงเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ
ประการที่สาม อัฟกานิสถานคือจุดกลางแห่งความขัดแย้งของโลก หมายความว่า สหรัฐอเมริกาเข้าไปยึดอัฟกานิสถาน ในเวลาเดียวกันก็สร้างศัตรูลับ ๆ ขึ้นรอบตัว ศัตรูลับกลุ่มแรกคืออิหร่าน เพราะอัฟกานิสถานอยู่ติดกับอิหร่านการที่สหรัฐฯ ยึดครองอัฟกานิสถานเท่ากับคุกคามอิหร่านโดยอ้อม กลุ่มที่สองคือ จีน เพราะการยึดครองอัฟกานิสถาน เท่ากับปิดเส้นทางติดต่อระหว่างจีนกับโลกอาหรับ กลุ่มที่สามคือ โซเวียต และเยอรมนี รวมทั้งฝรั่งเศส เพราะพวกเขาต่างก็อยากมีอิทธิพลเหนือแหล่งผลิตน้ำมันในย่านเอเชียกลาง
ประการที่สี่ สงครามของฝ่ายต่อต้านสหรัฐ อาจพัฒนาเป็นสงครามที่ไร้พรมแดน โดยเฉพาะด้านก่อการร้าย ซึ่งอาจมีเพิ่มมากขึ้น
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]การเล่นกับไฟ ( Managing Chaos )
การเล่นกับไฟ หรือ Managing Chaos เป็นวิถีใหม่ในการแสวงหากำไรที่สำคัญที่สุดในยุคโลกไร้พรมแดน ภาพชัด ๆ คือตลาดหุ้น ตลาดเงิน สามารถหากำไรได้จากการสั่นไหว ยิ่งสั่นไหวมากก็มีโอกาสทำกำไรมาก โดยกลุ่มทุนที่มีเงินหนาที่สุด สามารถทำกำไรได้
อีกแบบหนึ่งของ Chaotic Accumulation คือเรื่องสงครามและการค้าอาวุธ ตราบใดที่สงครามเกิดขึ้น และดำรงอยู่ยาวนานเท่าไร บรรษัทค้าอาวุธก็จะได้กำไรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบรรษัทค้าน้ำมันของอเมริกาด้วย ข้ออ่อนของวีหากำไรจากการสร้างความปั่นป่วน คือสภาวะที่เกินกว่าความสามารถที่จะควบคุมได้ หรือ Out of Control
สรุปว่าระบบโลกจะเคลื่อนตัวไปอย่างมีจังหวะ 2 ช่วง คือ ช่วง Managing Chaos และ Out of Control
ชนชั้นอเมริกันเชื่อว่าจะสามารถควบคุมและจัดการกับทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ ต้องการได้ แต่กระบวนทัศน์ใหม่ ( ทฤษฎี Chaos ) ได้เสนอความเชื่อแบบตรงกันข้ามว่า มนุษย์ไม่สามารถควบคุมเหนือสภาวะ Chaos ได้ แต่สามารถทำให้สภาวะ Chaos ขยายตัวและรุนแรงขึ้นได้
ที่สุดแล้วรัฐอเมริกันก็จะแปรสภาพกลายเป็นศูนย์ของวิกฤติโลกไม่ใช่ศูนย์แห่งความเจริญ หรือศูนย์แห่งอารยธรรมใหม่แบบไร้พรมแดน
บทสรุป
วิกฤติครั้งนี้ก่อตัวที่ศูนย์ของระบบโลก และที่ตะวันออกกลาง ซึ่งในที่นี้ ศูนย์ ไม่ได้หมายถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่หมายถึงตลาดเงิน และตลาดหุ้น และศูนย์ทางยุทธศาสตร์ทางทหารที่ช่วงชิงกัน
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ในขณะที่เกิด Chaos ใหญ่ หรือพูดได้ว่าโลกทุนนิยมทำสงครามช่วงชิงอำนาจเพื่อความเป็นใหญ่ในระบบโลก ประเทศโลกที่สามที่ตกเป็นอาณานิคมแบบใหม่ หัวใจใหญ่ก็คือปัญหาอาณานิคม คือหนี้ต่างชาติท่วมประเทศ ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน
มีนักวิชาการเปรียบเทียบว่า ในยุคที่ประเทศโลกที่สามตกเป็นอาณานิคมแบบเก่า กับการตกเป็นอาณานิคมแบบใหม่ในปัจจุบัน ประเทศโลกที่สามต้องจ่ายเงินให้แก่ประเทศโลกที่หนึ่งมากกว่าเงินหรือ ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายให้แก่ประเทศโลกที่หนึ่งในยุคอาณานิคมแบบเก่าเสียอีก
นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวของหนี้สินปัจจุบันรุนแรงมาก เพราะขยายประมาณเกือบ 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในขณะที่อัตราการขยายตัวของประเทศโลกทีสามหลายประเทศเกือบติดลบ
คงบอกไม่ได้ว่าอะไรคือคำตอบ หรือที่สุดแห่งสงครามนี้ แต่คิดว่าน่าจะยืดเยื้อ และยาวนานหว่าที่ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกาคิด และน่าจะส่งผลปั่นป่วนต่อระบบโลก และอารยธรรมโลกเกินกว่าที่ชนชั้นนำอเมริกันคาด เพราะถ้าสหรัฐอเมริกาแพ้สงคราม อาจจะหมายถึงการสิ้นสุดลงของจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา หรืออาจจะนำไปสู่การสิ้นสุดของจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา หรืออาจนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านระบบอารยธรรมใหม่
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]สงครามยึดครองตะวันออกกลางกับจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์
ระบบโลกกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนนี้คือช่วงแห่งประวัติศาสตร์ของการสิ้นยุคทุนนิยม เริ่มจากช่วงปลายยุคที่ทุนนิยมก้าวสู่จุดสูงสุดของอารยธรรมทุนนิยม มองในแง่เทคโนโลยี ยุคที่ว่านี้คือ ยุคไฮเทค แต่ถ้ามองกันเชิงสังคมก็จะใช้คำว่ายุคโลกาภิวัฒน์ หรือยุคโลกไร้พรมแดน
หัวใจของระบบทุน ก็คือ การสะสมกำไร ความสามารถในการรวมศูนย์และการสะสมกำไรจะพัฒนาไปพร้อมกับการวิวัฒน์ทาง เทคโนโลยี ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ การรวมศูนย์และการผูกขาดของกำไรก็จะขยายตัวไปเท่านั้น ในที่สุดก็จะกลายเป็นหลังที่หันกลับมาทำลายระบบทุนนิยม
กล่าวโดยสรุป คำทำนายระบบโลกจึงแยกเป็น 2 สายใหญ่ ซึ่งมีฐานคิดและคำอธิบายที่แตกต่าง และตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง
สายแรกซึ่งถือได้ว่าคือ สายกระแสหลักที่เชื่อว่า โลกาภิวัฒน์จะนำโลกก้าวสู่ความรุ่งโรจน์อย่างไม่เคยประกฎมาก่อน เนื่องจากการค้นพบทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่และไร้พรมแดน แนวคิดนี้สะท้อนถึงการเข้าใจทิศทางอนาคตแบบเส้นตรง
อีกสายหนึ่งคือ สายทฤษฎีระบบโลกที่เชื่อว่าระบบโลกจะก้าวสู่วิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติ ศาสตร์โลก และวิกฤติใหญ่นี้จะนำมาซึ่งการก่อเกิดชุดอารยธรรมใหม่ที่แตกต่างไปจาก อารยธรรมทุนนิยมอย่างสิ้นเชิง
ทฤษฏี Chaos ช่วยทำนายอนาคตต่อว่า หลังจากนี้ ระบบโลกจะเคลื่อนผ่าน 3 ช่วงจังหวะ
ช่วงแรกคือ ระบบโลกจะเคลื่อนสู่วิกฤตในทุก ๆ ด้านที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวเป็นรูปธรรมคือ ในทางการเมืองโลกจะเกิดกระแสสงคราม ในด้านเศรษฐกิจ ระบบโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Very Great Depression จุดเริ่มน่าจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า จะกลายเป็นช่วงวิกฤติที่ยาวที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก
ช่วงถัดจากนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ที่ทฤษฏี Chaos เรียกว่า Bifurcation เนื่องจากศูนย์เก่าของระบบทุนนิยม หรือจักรวรรดิอเมริกันจะไม่สามารถดำรงฐานะความเป็นผู้นำของระบบโลกได้ ดังนั้นระบบโลกจะเกิดการแตกขั้วอำนาจเป็นหลายขั้ว
ช่วงสุดท้ายคือ ช่วงการตายของระบบเก่า และการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่เข้าแทนที่สิ่งเก่าหรืออารยธรรมที่เราเรียกว่า อารยธรรมทุนนิยม ช่วงประวัติศาสตร์นี้กินเวลาประมาณ 40 ถึง 50 ปี ซึ่งบอกแบบตายตัวไม่ได้
สหรัฐอเมริกาจะจมลงสู่ทะเลแห่งสงครามที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ อเมริกัน และนำมาซึ่งความหายนะของสหรัฐอเมริกา และความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจ ในที่สุดระบบโลกจะก้าวสู่จังหวะประวัติศาสตร์ช่วงที่ 2 คือสภาวะ Bifurcation หรือการแตกขั้วอำนาจ เนื่องจากศูนย์กลางของระบบโลกไม่สามารถคงอำนาจการนำเหนือระบบโลกได้
ในขณะเดียวกัน ก็มีปรากฏการณ์ที่คาดคิดไม่ถึงเกิดขึ้น คือ การเกิดกระแสต้านสงครามที่กว้างใหญ่เกินกว่าใครจะคาดคิด ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คนทั่วโลกไม่น้อยกว่า 11 ล้านคนจากเกือบทุกมุมเมือง 600 เมืองใหญ่ทั่วโลกออกมาแสดงพลังต้านสงคราม
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ฉากแรกของสงครามถล่มอิรัก
สงครามคือปรากฏการณ์การต่อสู้ทางอำนาจหรือการเมืองซึ่งมักจะจบลงด้วยการใช้ กำลังทหารเข้าทำการสู้รบกัน สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ด้วยฉากสงครามทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การประกาศสงคราม สงครามทางการเมืองเริ่มด้วยการรณรงค์ให้ชาวโลกเห็นว่า สงครามครั้งนี้ชอบธรรมและมีเหตุมีผลอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 สหรัฐอเมริกาพยายามเสนอภาพให้คนทั่วโลก รวมทั้งชาวอเมริกันตระหนักถึงภัยคุกคามใหม่ที่เรียกว่า ผู้ก่อการร้าย และกลุ่มประเทศที่เป็นแกนกลางแห่งความชั่วร้ายซึ่งมีอิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ
สหรัฐอเมริกาใช้เวลารณรงค์ทางการเมืองติดต่อกันยาวนานเกือบ 2 ปี แต่ผลกลับปรากฏว่า การรณรงค์ของอเมริกาถือว่าล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ที่ล้มเหลวอย่างยิ่งคือ การรณรงค์ในย่านตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งผลการสำรวจประชามติของชาวยุโรป 80 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยกับสงคราม
ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ ความล้มเหลวในการรณรงค์ทางการเมืองได้ก่อผลกระทบในวงกว้างกว่าที่ชนชั้นนำใน อเมริกันคิด องค์การนาโต้ที่ถือเป็นกลุ่มพันธมิตรทางทหารที่สหรัฐอเมริกาจัดตั้งขึ้นหลัง สงครามโลกก็เกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ เป็นรอยร้าวที่เป็นแผลลึกยากแก่การเยี่ยวยา รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม และนอร์เวย์ ออกมาคัดค้านสงครามอย่างเปิดเผย
พูดแบบสรุปก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอังกฤษถูกโดดเดี่ยว ถูกคัดค้านรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าชนชั้นนำอเมริกันก่อสงครามทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถรณรงค์ให้คนทั่วโลกเห็นว่าสงครามชอบธรรม ( Just War ) ได้ ผลของสงครามจะเป็นเช่นไร
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ความรู้คืออำนาจ
ถ้าตั้งคำถามว่า ปรากฏการณ์ต่อต้านสงครามในลักษณะทั่วโลกก่อกำเนิดได้อย่างไร
คำตอบประการแรก สะท้อนถึงความล้มเหลวในการสื่อสารของสื่ออเมริกัน ซึ่งถือเป็นสถาบันที่ผูกชาดด้านการข่าวทั่วโลก จุดอ่อนที่สำคัญคือ ชุดเหตุและผล และข้ออ้างของชนชั้นนำอเมริกันที่นำเสนอนั้น มีข้ออ่อนและถูกโต้แย้งขึ้นได้โดยง่าย พูดง่าย ๆ คือสื่ออเมริกันและชนชั้นนำในอเมริกันกำลังติดกับวัฒนธรรมตนเองว่าชาวโลก เข้าใจโลกแบบง่าย ๆ แบบขวา ซ้าย ดี เลว ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ชนชั้นนำอเมริกันต้องทำสงครามกับบรรดาปัญญาชนที่มี การศึกษาทั่วโลก ที่เริ่มไม่เชื่อว่าระบบโลกแบ่งเป็นส่วนดีและเลวแบบง่าย ๆ
คำตอบที่สอง ซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่าประการแรกคือ การก่อเกิดขึ้นของกระแสฝ่ายประชาชนที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ที่เราเรียก ว่า Anti- Globalization กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์เริ่มก่อตัวในช่วงปี 1995 และได้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังวิกฤตฟองสบู่แตกในเอเชีย และร่วมกันเดินขบวนขนาดใหญ่ที่กรุงซีแอตเติ้ล ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อมากระแสต่อต้านดลกาภิวัตน์นี้ ได้แปรรูปมาเป็นขบวนการสันติภาพ และเชื่อมโยงกลุ่มผู้รักสันติภาพทั่วโลกในช่วงที่สหรัฐอเมริกาประกาศสงคราม กับอิรัก และขยายตัวอย่างรวดเร็ว
คำตอบประการที่สามคือคำว่า ความรู้คืออำนาจ ( Knowledge is Power ) ของฝ่ายประชาชน เนื่องจากโลกด้านข่าวสารเริ่มเปิดออกแบบไร้พรมแดน ช่วยให้คนทั่วโลกสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารกันได้โดยตรง
อีกส่วนหนึ่ง เพราะมีนักวิชาการจำนวนมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปออกมาช่วยกันให้ข้อมูล คัดค้านข้ออ้างในการทำสงครามของสหรัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งชุดข้อมูลนี้กลายเป็นอำนาจของฝ่ายประชาชนและแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวด เร็ว
ข้อมูลสำคัญชุดแรกคือ การเปิดโปงรากแห่งสงครามว่าอยู่ที่การต้องการครอบครองเหนือกิจการน้ำมันโลก บวกกับความต้องการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาวุธ รวมทั้งความต้องการสถาปนาอำนาจของสหรัฐอเมริกาเหนือระบบโลก
จากข้อมูลเปิดเผยว่า อิรักมีน้ำมันสำรองในประเทศเท่าที่ประเมินได้มากกว่า 200 พันล้านบาร์เรล และจากเอกสารทางการของสหรัฐอเมริกาเองพลว่าอิรักมีก๊าซธรรมชาติถึง 110 Trillion Cubic Feet
ชุดเหตุผลที่สอง คือ ข้อโต้แย้งว่า สงครามไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ปัญหาผู้ก่อการร้าย เพราะหากสหรัฐอเมริกายิ่งใช้ปฏิบัติการสงครามขบวนการการก่อการร้ายก็ยิ่งมี แต่ขยายตัว เพราะเท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังอำนาของกลุ่มมุสลิมที่นิยมใช้ความรุนแรงตอบ โต้สหรัฐอเมริกา ผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การขยายตัวของพลังมุสลิมที่ใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อง ๆ
ชุดเหตุผลแย้งที่สำคัญอีกชุดหนึ่งคือ ข้ออ้างว่า อิรักมีอาวุธร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อชาวโลก
ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาหลังอิรักรุกรานคูเวต เจ้าหน้าที่ UN ได้ดำเนินการกวาดล้างอาวุธที่เรียกว่าอาวุธร้ายแรงในอิรักอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากฝ่ายที่ตรวจสอบอาวุธยืนยันว่า
ประการแรก อาวุธที่เรียกว่า อาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรค ได้ถูกทำลายไปแล้วไม่น้อยกว่า 90-95 เปอร์เซ็นต์
ประการที่สอง โครงการที่เกี่ยวพันกับอาวุธนิวเคลียร์ได้ถูกทำให้ชะงักไว้ทั้งหมดแล้ว
นอกจากนี้ ประเทศอิรักได้ถูกปิดล้อมทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลา 12 ปี อิรักจึงไม่อยู่ในฐานะที่มั่นคงพอที่จะเป็นภัยคุกคามโลก
ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า บรรดาหัวเชื้อทางชีวภาพและอาวุธที่มีอำนาจร้ายแรงทั้งหลายที่อิรักเคยมี ล้วนแล้วแต่ได้มาจากสหรัฐอเมริกา เพราะรัฐบาลอเมริกันได้อนุญาตให้บรรษัทค้าอาวุธส่งอาวุธเหล่านี้ให้แก่อิรัก ตั้งแต่ในช่วงที่อิรักทำสงครามกับอิหร่าน แม้แต่โรงงานที่ผลิตอาวุธเชื้อโรคในอิรัก ก็ไม่สามารถผลิตหัวเชื้อของอาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธเคมีได้ บรรดาหัวเชื้อต่างต้องสั่งตรงจากสหรัฐอเมริกา
ชุดเหตุผลแย้งอีกประการหนึ่งคือ ถ้าใช้ข้ออ้างเรื่องการมีและการใช้อาวุธร้ายแรงในสงคราม ประเทศแรกที่น่าจะถูกปลดอาวุธคือ สหรัฐอเมริกา ไม่ใช่อิรัก
ปัจจุบัน มีข้อมูลใหม่ยืนยันว่า หลังสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอัฟกานิสถาน ปรากฏพบว่า สหรัฐอเมริกาได้ใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรงที่เรียกว่า Depleted Uranium Weapons ซึ่งนอกจากจะมีอำนาจในการทำลายล้างรุนแรงคล้ายระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็กแล้ว ยังก่อให้เกิดสารกัมมันตรังสีแพร่ระบาดในขอบเขตกว้างขวาง ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ได้เดินทางไปตรวจสอบเด็กแรกเกิดชาวอัฟกันพบ ว่า อย่างน้อยประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของเด็ก ๆ มีปัญหาสุภาพร้ายแรง อันเนื่องจากสารกัมมันตภาพรังสีจากยูเรเนี่ยม
ชุดเหตุผลแย้งชุดต่อมาคือ ไม่มีหลักในรูปธรรมชี้ชัดว่าอิรักเกี่ยวพันอะไรกับเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ในเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีชาวอิรักสักคนเดียวที่เกี่ยวพันด้วย และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอิรักสนับสนุนการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าที่บาหลี หรือกรณีการโจมตีสถานทูตอเมริกัน
นอกจากนี้กลับมีหลักฐานที่ยืนยันว่า บิน ลาเดน เคยรับอาสากษัตรีย์วาอุดีอาระเบียเพื่อจัดตั้งกองทัพมุสลิมขึ้นทำสงครามกับ อิรักในช่วงที่อิรักรุกรานคูเวต ดังนั้นหลักฐานที่อเมริกาอ้างว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างอิรักกับบิน ลาเดน หรืออัลกอร์อิดะห์จึงกลายเป็นข้ออ้างที่ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน
เหตุผลแย้งที่สำคัญชุดสุดท้ายคือ สงครามจะทำให้ผู้บริสุทธิ์มากมายโดยเฉพาะประชาชนอิรัก ผู้หญิง และคนชรา ต้องตายและพิการ
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ยุทธศาสตร์เบื้องหลังสงครามถล่มอิรัก
ประเด็นที่จะพุ่งเป้าไปก็คือเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องอุตสาหกรรมน้ำมัน และอาวุธ ซึ่งที่จริงคือเหตุปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เรื่องผลประโยชน์ที่ชนชั้นนำอเมริกันจะได้รับจากสงคราม ไม่ว่าจะเรื่องน้ำมัน หรือเรื่องอุตสาหกรรมอาวุธ
การขยายภาพสาเหตุแห่งสงครามอีก 2 สาเหตุซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องผลประโยชน์ คือ
ประการแรก เรื่องของการวางฐานอำนาจที่มั่นคงเหนือระบบโลก
ประการต่อมาคือ เรื่องฐานคิดว่าด้วยสงครามและการขจัดการควบคุมวิกฤติโดยใช้ความรุนแรง ซึ่งชนชั้นนำอเมริกันให้ความสำคัญเรื่องของอำนาจเหนือระบบโลกมากกว่าเรื่อง ของผลประโยชน์เฉพาะหน้า เพราะการสถาปนา “อำนาจ” เหนือระบบโลกคือฐานที่มาของผลประโยชน์ระยะยาวที่มั่นคงและยั่งยืน
คำตอบคือชนชั้นนำอเมริกันต้องการสถาปนาอำนาจเหนือระบบโลกหลังยุคสงครามเย็น โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าอภิมหาอำนาจที่มีอำนาจสูงสุดเหนือระบบโลก ซึ่งความต้องการนี้ทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ฝ่ายหนึ่ง และฝรั่งเศสกับเยอรมนีอีกฝ่ายหนึ่ง
เนื่องจากชนชั้นนำยุโรปอยากให้ระบบโลกหลังยุคสงครามเย็นมีการดุลอำนาจกันเอง ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ และต้องการให้เกิดระบบที่เรียกว่า ระบบการนำโลกแบบรวมหมู่ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องการระบบผู้นำเดี่ยว
การเข้าใจปัญหาสงครามน่าจะมองแบบกว้างขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะคิดตามข่าวตะวันตกว่าคือสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรักเท่านั้น ที่จริงเป้าหมายเฉพาะของสงครามครั้งนี้ไม่ใช่ยึดครองอิรัก แต่คือการยึดครองตะวันออกกลางทั้งหมด ซึ่งเป็นการยึดครองหัวใจของโลกทางเศรษฐกิจไว้ในมือ เพราะทุกประเทศในโลกล้วนขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมน้ำมัน และถ้าสหรัฐอเมริกายึดครองตะวันออกกลางได้ก็เท่ากับสามารถสกัดพัฒนาการของ จีน ยุโรป และรัสเซียได้โดยการใช้ราคาการขึ้นลงของน้ำมันเป็นอาวุธ
แผนยึดครองตะวันออกกลางจริง ๆ แล้วไม่ได้เริ่มที่สงครามระหว่างอเมริกากับอิรัก แต่เริ่มก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001
ดังนั้น ฉากแรก ของสงครามเริ่มจากอิสราเอลเปิดฉากสงครามด้วยการเคลื่อนทัพเข้ายึดครองเขต West Bank และ Gaza
ฉากที่สอง ที่ตามมาก็คือ การเปิดฉากสงครามทางการเมือง เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เพื่อสร้างภาพให้คนทั่วโลกตระหนักถึงภัยคุกคามใหม่ นั่นคือ คำว่า Terrorists และกลุ่มประเทศชั่วร้ายซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับขบวนการ Terrorists
ฉากที่สาม คือ สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอัฟกานิสถานเพื่อทำลายศูนย์ทางการเมืองของฝ่าย ที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และตัดรอยเชื่อมระหว่างจีนกับตะวันออกกลาง
ฉากที่สี่ คือ การสร้างภาพทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การยึดครองอิรัก โดยหวังว่าจะสามารถเคลื่อนกำลังทัพได้โดยอาศัยมติของ UN
ปัจจุบันมีแนวโน้มว่า ระบบโลกกำลังก้าวเข้าใกล้ช่วงประวัติศาสตร์แบบสงครามโลกเข้าทุกที สิ่งที่แตกต่างไปจากช่วงประวัติศาสตร์นั้นคือ ได้เกิดขบวนการสันติภาพของโลกที่มีขอบข่ายทั่วโลกขึ้น หากโลกเคลื่อนเข้าใกล้สงครามโลกเข้าไปเท่าไหร่ กระแสต้านสงครามก็จะก่อตัวและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]วิทยาศาสตร์ : ฐานคิดแห่งสงครามและการล่าอาณานิคม
ศาสตร์แบบทุนนิยมคือ ฐานคิดที่สนับสนุนความโลภแห่งปัจเจก และการช่วงชิงก็เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ว่าคือความชอบธรรม
ชนชั้นอเมริกันอ้างแล้วอ้างอีกว่า เหตุสำคัญที่สหรัฐอเมริกาต้องทำสงครามกับอิรักก็เพื่อขจัดผู้นำเผด็จการและ วัฒนธรรมที่ป่าเถื่อนและต้องสร้างอิรักให้เป็นประเทศประชาธิปไตย
ในงานเรื่อง The Clash of Civilizations ของฮันติงตัน นักคิดที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้สะท้อนภาพถึงโลกที่มีความแตกต่างกันทาง อารยธรรม และสงครามระหว่างอารยธรรมที่แตกต่างกันว่าเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นและหลีก เลี่ยงไม่ได้ พูดแบบสรุปคือ โลกของชาวมุสลิมและจีนมีระบบอารยธรรมป่าเถื่อนเป็นฐาน ไม่เป็นประชาธิปไตย กดขี่สตรีเพศ ในขณะที่โลกตะวันตกคืออารยะ คือประชาธิปไตยและความเท่าเทียมกัน การปะทะกันจึงต้องเกิดขึ้น และการปะทะกันหรือสงครามก็คือ การทำลายความป่าเถื่อนด้วยอารยธรรมที่สูงกว่า การเข้าใจโลกในลักษณะเช่นนี้นำมาซึ่งการสร้างความชอบธรรมแก่ Westernization และสงครามรุกรานทำลายล้างทางวัฒนธรรม
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]วิทยาศาสตร์ : สงครามทำลายล้างธรรมชาติและมนุษยชาติ
ในยุคที่เราเรียกว่า Enlightenment หรือวิทยาศาสตร์ นักคิดตะวันตกได้สร้างฐานปรัชญาที่เรียกว่ามนุษยนิยมขึ้นมา วิทยาศาสตร์หันกลับมาเชื่อเรื่องความสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์
ถ้าย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ จะพบคำตอบตรงกันว่า ระบบอารยธรรมของมนุษย์ก่อเกิดขึ้นจากพลังสมองและความสามารถของมนุษย์เอง อันเนื่องมาจากความสามารถของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาติ ดังนั้นธรรมชาติจึงกลายเป็นคู่ต่อสู้ หรือศัตรูของมนุษย์ นี่คือวิทยาศาสตร์อีกแบบหนึ่ง
จนทุกวันนี้ ชาวตะวันตกส่วนหนึ่งจึงมองมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติตามป่าเขาว่าป่า เถื่อน แต่ปรัชญามนุษยนิยมก็นำมาซึ่งความป่าเถื่อน และสงครามในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือทางทำลายล้างธรรมชาติ
จากยุคอุตสาหกรรมเป็นต้นมา ขบวนการกวาดล้างธรรมชาติได้ก่อกำเนิดขึ้นในนามของการสร้างอารยธรรม ไม่ว่า ป่าไม้ ภูเขา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ก็ถูกทำลาย
ฐานคิดสำคัญของหลักวิทยาศาสตร์อีกประการหนึ่งคือ การเข้าใจว่าโลกคือระบบกลไกที่ไร้ชีวิต ที่สามารถแยกออกเป็นชิ้น เป็นส่วน หรือที่มาของแนวคิดที่แยกย่อยสิ่งต่างๆ ออกจากกันเป็นส่วน ๆ
ในการวางระบบการศึกษาก็สะท้อนความเชื่อนี้ ระบบการศึกษาได้แยกวิทยาศาสตร์ออกจากสังคมศาสตร์ แยกสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ออกเป็นสาขาวิชาและแผนกต่าง ๆ กัน
กล่าวโดยสรุปคือ ฐานคิดวิทยาศาสตร์ของตะวันตกคือ ฐานแห่งความเป็นปัจเจกนิยม และอัตตานิยมแบบสุดขั้ว ซึ่งเป็นที่มาแห่งปรัชญาสงครามนั่นเอง วิทยาศาสตร์น่าจะมีจะดีอยู่จุดหนึ่งคือ การนำเสนอหลักเหตุและผล กล่าวคือวิทยาศาสตร์ตะวันตกสอนเราว่า เราต้องคิดทุกอย่างอย่างมีเหตุและผล
ฐานคิดแบบตะวันตก มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่การเชื่อมหลักแห่งเหตุผลเข้ากับหลักผลประโยชน์นิยม เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักเหตุผลก็กลายเป็นเพียงข้ออ้างของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งมีผลประโยชน์ต่างกันเท่านั้น
ชนชั้นนำอเมริกันจะโจมตีอิรัก ก็ต้องแถลงเหตุผลก่อน แต่ความจริงที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลแห่งสงครามก็คือ ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]สหรัฐอเมริกา : ศูนย์ Terror ของโลก
Terror คำนี้น่าจะหมายถึงความรุนแรงและความโหดเหี้ยมที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง ในการชุมนุมประท้วง มีป้ายของผู้ประท้วงสงครามจำนวนหนึ่งใช้ข้อความที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาคือ Global Terrorist แต่คงไม่ได้หมายถึงคนอเมริกันโดยทั่วไป แต่หมายถึง พฤติกรรม และนโยบาย ของชนชั้นนำอเมริกัน ถ้าลองมองย้อนประวัติศาสตร์ดู และหาคำตอบว่า อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาก่อกำเนิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบที่พบคือ ความป่าเถื่อน และ สงครามล้างเผ่าพันธุ์
ชาติที่ได้ชื่อว่าสหรัฐอเมริกาปัจจุบันก่อกำเนิดขึ้นมาจากการฆ่าฟัน ช่วงชิงดินแดน และฆ่าทำลายล้างแบบเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนแดง หลังจากอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้วนั้น ก็เริ่มทำสงครามรุกรานประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเพื่อนบ้าน
ค.ศ. 1848 สหรัฐอเมริกาเคลื่อนกำลังเข้ายึดครองดินแดนเกือบครึ่งหนึ่งของเม็กซิโกด้วย ความต้องการขยายพื้นที่เพาะปลูก และความต้องการทองคำด้วยข้ออ้างเรื่อง ‘Anglo Saxon Democracy’
จากปี ค.ศ. 1898 ถึง 1934 กองทัพอเมริกันส่งกำลังเข้ารุกรานคิวบา 3 ครั้ง นิคารากัว 5 ครั้ง ฮอนดูรัส 7 ครั้ง โดมินิกัน รีพับลิค 4 ครั้ง ไฮติ 2 ครั้ง กัวเตมาลา 1 ครั้ง ปานามา 2 ครั้ง เม็กซิโด 3 ครั้ง โคลัมเบีย 4 ครั้ง
สหรัฐอเมริกาเริ่มขยายอำนาจสู่ระบบโลก เริ่มเปิดศึกที่ฟิลิปปินส์ด้วยการออกคำสั่งแก่ทหารในการรบว่า “ให้ฆ่า และเผาศัตรูทิ้งให้สิ้นซาก” ผลของสงครามครั้งนั้น ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 600,000 คน ต้องถูกฆ่าตาย
หลังจากนั้น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือ การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมากับเมืองนางาซากิ ชาวญี่ปุ่นที่บริสุทธิ์ตายทันทีประมาณ 200,000 คน และอีกนับแสนต้องตายอย่างทุกข์ทรมานจาการได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งก่อนการทิ้งระเบิดดังกล่าว กองทัพญี่ปุ่นพ่ายแพ้ยับเยินในสงครามแล้ว แต่สหรัฐทิ้งระเบิดก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกามีอาวะมหาประลัยที่ไม่ มีชาติใดในโลกจะต้านทานได้
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ก็สร้างผลงานที่น่าชื่นชมทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือสงครามเวียดนาม และสหรัฐก็สั่งให้ทหารฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเวียดนาม
หลังสงครามเย็น จักรวรรดิโซเวียตซึ่งเคยเป็นพลังสำคัญในการต่อต้านการครอบครองโลกของสหรัฐ อเมริกาได้สิ้นอำนาจลง แผนยึดครองโลกครั้งใหม่จึงเริ่มขึ้น
เริ่มด้วยการล่อหลอกให้ ซัดดัม ฮุสเวน พันธมิตรของสหรัฐในสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่านบุกคูเวต
หลังสงครามปราบปรามอิรัก บุช (ผู้พ่อ) ได้แถลงต่อโลกว่า โลกต้องมี New World Order ซึ่งก็คือ ระบบโลกทั้งระบบที่ต้องขึ้นต่อจักรวรรดิอเมริกัน ภาพการวางยุทธศาสตร์เพื่อสถาปนาความเป็นเจ้าเหนือระบบโลกได้ปรากฏชัดเจนขึ้น
ประการแรก ชนชั้นนำอเมริกันได้ฉีกสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ที่ทำกับรัสเซียในปี 1972 ทิ้งและทุ่มทุนมหาศาลสร้างงบ Missile Defense Program เพื่อจะสร้างเกราะป้องกันสหรัฐอเมริกาจากอาวุธนิวเคลียร์จากประเทศอื่น
ประการสองคือ การเพิ่มงบด้านทหารขึ้นอย่างมหาศาล ทั้ง ๆ ที่สงครามเย็นสิ้นสุดลง แต่ประเทศสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านทหารมากกว่า 15 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านทหารมากกว่า 15 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการทหารรอง ๆ ลงมารวมกัน
แต่ปัญหาความยุ่งยากในการสร้าง New World Order หลังยุคสงครามเย็นก็คือข้ออ้างแห่งสงคราม หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 บุช ( ผู้ลูก ) ก็พบคำตอบและเงื่อนไขใหม่ในการสร้างความชอบธรรมในการรุกรานโลกครั้งใหม่ นั่นคือ คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” หรือ Terrorists
ทำไมต้องใช้ข้ออ้าง Terrorist คำตอบก็คือ ชนชั้นนำอเมริกันใช้คำว่า Terrorist โดยมีเป้าหมายเพื่อยึดครองตะวันออกกลาง เพราะการยึดครองตะวันออกกลางก็คือ การควบคุมเหนือเศรษฐกิจโลก และในเวลาเดียวกันคือการทำลายและสกัดพัฒนาการของคู่แข่งอำนาจในระบบโลก นั่นคือ ยุโรปและจีน เพราะพัฒนาการของทั้งยุโรปและจีน ขึ้นต่อเศรษฐกิจน้ำมัน ถ้าสหรัฐอเมริกาทำสำเร็จ New World Order ก็จะปรากฏเป็นจริง
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]บทสรุป : สภาพและผลของสงคราม
No Blood for Oil
War is not the answer
War is not healthy for children and other living things
Not in our name
อุดมการณ์ของผู้รักสันติภาพทั่วโลกคือ ความรักแห่งสันติภาพ และความรักที่มีต่อมนุษยชาติ เหตุผลที่ช่วยให้เกิดการรวมพลังมหาศาลครั้งนี้คือ ความไร้เหตุผลแห่งสงคราม ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น ชนชั้นนำในอเมริกันไม่สามารถที่จะตอบโต้ข้อกล่าวหาของสงครามที่ไม่เป็นธรรม ได้
ข้อกล่าวหาแรกคือ กลุ่มผลประโยชน์ที่จะได้ประโยชน์จากการดำเนินสงครามคือ บรรษัทค้าอาวุธและบรรษัทค้าน้ำมัน และที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ การเปิดโปงว่าเบื้องหลังสงครามครั้งนี้ คือ การต้องการครอบครองและมีอำนาเหนือตะวันออกกลางและธุรกิจน้ำมัน
ข้อกล่าวหาสุดท้ายคือ ในขณะนี้ ระบบโลกทั้งระบบกำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และเห็นได้ชัดว่าสงครามน่าจะส่งผลต่อปัญหาดังกล่าวได้ แต่สหรัฐอเมริกากลับเลือกที่จะทำสงคราม
ในขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพชี้ว่า ผลลัพธ์ของสงครามคือ หายนะของมนุษยชาติ ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่มีกระแสหรือพลังใดจะสามารถยับยั้งกระแสสงครามได้ และคงหลีกเลี่ยงยากเนื่องจาก
คำตอบแรกคือ ชนชั้นนำของอเมริกันและอังกฤษร่วมกันวางแผนสงครามเกือบทุกขั้นตอนไว้แล้ว รวมทั้งการแบ่งผลประโยชน์กันอย่างไรหลังสงคราม
อีกคำตอบหนึ่งคือ ความเชื่อมั่นทางด้านการทหารว่า จะสามารถเอาชนะสงครามได้เพียงเวลาไม่เกิน 3 เดือน ความเชื่อมั่นนี้ส่งผลให้ชนชั้นนำอเมริกันตัดสินใจว่า น่าจะทำสงคราม เพราะหมายถึงการลงทุนค่อนข้างต่ำมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้มหาศาล
คำตอบที่สามคือ สหรัฐอเมริกาต้องการใช้สงครามเพื่อดันเศรษฐกิจอเมริกาให้พ้นสภาวะถดถอยหลัง ฟองสบู่แตก และต้องการให้เกิดปรากฏการณ์ตัว v ทางเศรษฐกิจขึ้น
คำตอบสุดท้ายคือ ผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้หลังจากการยึดครอง ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งการมีอำนาจสูงสุดเหนือเศรษฐกิจน้ำมัน
และหากในอนาคต เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน และรัสเซีย รวมทั้งประเทศอาหรับผนึกกำลังกัน ระบบโลกก็จะแตกขั้วอำนาจใหม่ได้ หมายความว่า โลกจะแตกเป็น 2 ขั้ว
ดังนั้น ชนชั้นนำอเมริกันจึงจำเป็นที่จะต้องลากเอาสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย เพราะหากสหรัฐอเมริกาทำในนามของ UN ได้ก็เท่ากับดึงเอาประเทศจีนและยุโรปเข้าร่วมสงครามแม้จะไม่เต็มใจนัก ภาพของการเคลื่อนทัพในนามของ UN จะกลายเป็นการยืนยันว่าระบบโลกคือระบบขั้วเดียว และเท่ากับยอมรับว่าสหรัฐอเมริกาคือผู้นำสูงสุด หรือผู้นำเดียว
ดังนั้นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างสหรัฐฯ กับอิรักเท่านั้น แต่จะชี้ขาดชะตากรรม หรือทิศทางการเมืองโลกในอนาคตด้วย ชนชั้นนำยุโรปต้องออกมาปะทะกับสหรัฐอเมริกาอย่างเปิดเผย เพราะยุโรปกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าสงครามยืดเยื้อและเกิดวิกฤติน้ำมัน เศรษฐกิจยุโรปทั้งระบบก็จะได้รับผลกระทบรุนแรง
ถ้าสหรัฐอเมริกาชนะสงครามโดยง่าย ยุโรปเองก็ต้องถูกผลกระทบเนื่องจากสหรัฐอเมริกาจะผูกขาดเหนืออุตสาหกรรมน้ำมัน
ในกรณีของประเทศจีน จีนเดินนโยบายแบบคัดค้านสงคราม แต่ไม่แสดงท่าทีต่อต้านรุนแรงซึ่งอาจตีความได้ว่าชนชั้นนำจีนไม่แคร์ว่า สหรัฐอเมริกาจะเข้าโจมตีอิรักหรือไม่ จีนคงประเมินว่าถ้าอเมริกาทำสงครามกับอิรักก็คงยึดครองอิรักได้ แต่ผลที่ตามมาก็คือความปั่นป่วนและสงครามที่จะขยายตัวไปทั่วตะวันออกกลาง หรือหมายความว่าจะเกิดสงครามครูเสดครั้งใหม่ขึ้น (ตะวันออกกลางจะลุกเป็นไฟ) นอกจากนี้ชาวยุโรปจะออกมาคัดค้านสงครามกันมากขึ้น จนรอยร้าวระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรปกลายเป็นสิ่งที่เยียวยาได้ยาก รอยร้าวนี้จะนำไปสู่การแบ่งขั้วอำนาจในระบบโลกใหม่ และการเผชิญหน้ากันทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งในกรณีนี้ จีนจะได้ประโยชน์มหาศาล
ปัจจุบัน นักวิชาการที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็ออกมาโต้แย้งกันเรื่อง ผลของสงครามหลังการยึดครองอิรัก
คำตอบมี 2 แนว คำตอบแรกคือ เสถียรภาพ (ในระดับที่ควบคุมได้)
คำตอบที่สองคือ วิกฤติการณ์ และสงครามต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐอเมริกาไม่น่าจะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาได้ เนื่องจากว่าสหรัฐฯ ล้มเหลวที่จะสร้าง Just War ในเมื่อตะวันออกกลางปั่นป่วนจะก่อให้เกิดสงครามครูเสดครั้งใหม่ ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจะจมสู่สงครามและจะพ่ายแพ้สงครามในที่สุด
แต่บรรดากลุ่มสายเหยี่ยวที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลบุชยังเชื่อมั่นว่า สหรัฐอเมริกาจะจมสู่สงครามและจะพ่ายสงครามในที่สุด แต่บรรดากลุ่มสายเหยี่ยวที่มีอำนาจเหนือรับบาลบุชยังเชื่อมั่นว่าสหรัฐ อเมริกาจะชนะอย่างเด็ดขาดโดยเร็วและจะสามารถยึดครองอิรักและตะวันออกกลางได้ อย่างมั่นคง
อนาคตหลังสงครามจะเป็นอย่างไร
คำตอบแรกคือ แนวโน้มที่จะเกิดวิกฤตใหญ่ของระบบเศรษฐกิจโลกทั้งระบบหรือที่เรียกว่า The great Depression จะตามมา
คำตอบที่สองคือ แนวโน้มในอนาคตจะเกิดการแยกขั้วอำนาจและทางเศรษฐกิจในระบบโลกครั้งใหม่
แนวโน้มประการที่สามคือ สหรัฐอเมริกาจมสู่สงครามในตะวันออกกลาง
หลังจากชนะศึกอิรัก สหรัฐอเมริกาอาจจะตามด้วยการเปิดสงครามอิหร่าน หรือไม่ก็พุ่งเป้าไปที่การกวาดล้างครั้งใหญ่กับพวกที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาใน ซาอุดิอาระเบียให้สิ้นซาก และประเมินว่าในที่สุดสหรัฐอเมริกาก็จะเป็นฝ่ายแพ้สงครามในที่สุด
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]สงครามที่ไม่รู้จบ
ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.. 2546 สถาบันวิถีทรรศน์จัดงานสัมนาเรื่อง ทิศทางโลกอนาคตหลังสงครามอิรัก การจัดสัมมนาครั้งนี้เนื่องจากต้องการส่งสัญญาณเตือนภัยอีกครั้งหนึ่งหลัง สงครามอิรัก
คนทั่วไปมักจะเชื่อกันว่า หลังสงครามอิรักสิ้นสุดลงไปแล้ว เศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวขึ้นใหม่ แต่อาจจะเป็นในทางตรงกันข้าม เนื่องจากว่า
ประการแรก เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในสภาวะทรงกับทรุด การประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกที่ผ่านมา ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ตามด้วยข่าวว่าปีนี้ 500 บรรษัทชั้นนำของโลกยอดขายหดตัวกว่า 2.8 แสนล้านดอลล่าร์ซึ่งสะท้อนให้เห็นความอิ่มตัวของตลาดโลกอย่างชัดเจน
ประการที่สอง สงครามอิรักยังไม่ได้สิ้นสุดลง ซึ่งจะพบว่าทหารอเมริกันในอิรักถูกซุ่มโจมตีเกือบทุกวัน



สหรัฐอเมริกากำลังจะรุ่งโรจน์ หรือเสื่อมถอย
นักทฤษฎีระบบโลก ได้นำเสนอแนวคิดดังนี้
Paul Kennedy เสนอบทความเรื่อง US Imperial Over-reach โดยเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกับอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1900 ซึ่งเป็นปีที่มหาอำนาจอังกฤษทะยานอยากจะเป็นมหาอำนาจเดี่ยวเหนือระบบโลก ดังนั้น อังกฤษจึงขยายอำนาจ และกำลังรบทางทะเล ไปทั่วโลก และสุดท้ายก็นำมาซึ่งความหายนะของอังกฤษ
ในเดือนกันยายน 2544 ที่ผ่านมา รัฐบาลบุชได้ประกาศยุทธศาสตร์แห่งชาติใหม่ว่า
“สหรัฐอเมริกาจะดำเนินการทุกทางที่จะดำรงฐานะที่เป็นหนึ่งเหนือโลก จะสกัดไม่ให้ประเทศหนึ่งประเทศใดขยายอิทธิพลเหนือภูมิภาคแห่งหนึ่งแห่งใด และจะปฏิบัติการโจมตีแบบ Pre-emtively ต่อบรรดารัฐชั่วร้าย และต่อกลุ่มองค์การผู้คุกคามอื่น ๆ
คำว่าดำเนินทุกวิธีการ หรือทุกทางเพื่อดำรงความเป็นหนึ่งหมายถึง ยุทธศาสตร์การเมือง และสงครามที่ต้องอาศัยงบประมาณทางทหารจำนวนมหาศาล เช่นโครงการระบบป้องกันทางอวกาศ หรือ SDI: Styrategic Defense Initiative ที่สร้างตาข่ายคลุมการโจมตีจากศัตรูด้วยอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งการรักษาความเหนือกว่าทางด้านนิวเคลียร์ อย่างเช่น นิวเคลียร์ขนาดเล็ก Mini-Nukes เพื่อใช้ทำสงครามนิวเคลียร์กับประเทศเล็ก ต้องสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก และพร้อมปฏิบัติการในฐานะตำรวจโลก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล
ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแค่รักษาฐานะความเป็นผู้นำเดี่ยวเท่านั้น แต่ “จะสกัดไม่ให้ประเทศหนึ่งประเทศใดขยายอิทธิพลเหนือภูมิภาคด้วย”
หลังสงครามอิรัก การผนวกตัวระหว่างยุโรป จีน และรัสเซีย มีแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้น สาเหตุจากเหตุผล 2 ประการ
ประการแรกคือ ความสงสัยที่เกี่ยวกับโรคซาร์สที่แพร่ระบาดในจีนว่าคือสงครามเชื้อโรค เนื่องจากมีการพบว่าสายพันธุ์ไวรัสที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคดังกล่าวมีหลายสาย พันธุ์ ซึ่งไม่น่าจะเกิดจากการรวมตัวกันเองตามธรรมชาติ มีความเป็นไปได้ว่า โรคซาร์สอาจจะถูกผลิตจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์แห่งใดแห่งหนึ่ง และฉีดเข้าไปในสัตว์และแอบส่งเข้าจีน จนเกิดการแพร่ระบาด ซึ่งทำให้เงินจำนวนมหาศาลไหลออกจากตลาดเงิน ตลาดหุ้นของจีน และฮ่องกง และเคลื่อนกลับไปยังสหรัฐอเมริกาและมีส่วนทำให้ตลาดหุ้นอเมริกันเริ่มฟื้น ตัวขึ้นครั้งใหม่ในช่วงที่โรคซาร์สระบาด
ประการที่สองคือ สหรัฐอเมริกากำลังแก้วิกฤติด้วยการลดค่าเงินดอลล่าร์ซึ่งจะกระเทือนอย่างรุนแรงต่อยุโรป
คนทั่วไปมักจะคิดว่า สหรัฐอเมริกาก็น่าจะเหนือกว่ายุโรป และจีน เพราะยังติดภาพความรุ่งโรจน์ของสหรัฐ ในยุคโลกาภิวัตน์ เนื่องจากในช่วงปี 1990 ถึงปี 2000 และว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ถือว่าเป็นปีแห่งความรุ่งโรจน์สูงสุดของสหรัฐฯ ยุคโลกาภิวัตน์คือ Americanization
อะไรคือสภาวะ De-Americanization
ประการแรก ฟองสบู่อเมริกันแตกซึ่งมีรากมาจากพลังดันเศรษฐกิจ (ไฮเทค) อิ่มตัว ในขณะที่ ระบบเศรษฐกิจโลกทั้งระบบเคลื่อนตัวสู่สภาวะถดถอย
ประการที่สอง สหรัฐอเมริกากำลังต้องเผชิญสภาวะสงครามที่ไม่สิ้นสุด และไร้ขอบเขต ไร้พรมแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ
ประการที่สาม ประเทศสหรัฐอเมริกาเองได้กลายเป็นเป้าหมายโจมตีโดยตรงจากบรรดาผู้ก่อการร้าย หากผู้ก่อการร้ายสามารถเข้าไปทำลาย หรือวางระเบิดในประเทศได้ จะสร้างความปั่นป่วนภายในสหรัฐฯ อย่างหนัก
ประการที่สี่ สหรัฐอเมริกาตกอยู่ในฐานะชาติผู้รุกราน สงครามเมื่อไม่เป็นธรรม จะส่งผลให้เกิดการปะทุอารมณ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก จนกลุ่มมุสลิมหลายต่อหลายฝ่าย รวมทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงหันกลับมาสนับสนุนการต่อสู้ที่ รุนแรงเพื่อต่อต้านการรุกรานของสหรัฐอเมริกา
ประการที่ห้า สงครามรุกราน และไร้ความเป็นธรรมได้สร้างให้เกิดขบวนการสันติภาพที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาในขอบเขตทั่วโลกเช่นกัน
ประการที่หก ความล้มเหลวของอิสราเอลที่จะจัดการกับขบวนการปาเลสไตน์ แม้ว่าจะได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา จนถึงวันนี้ อิสราเอลต้องถอนทัพออกจาก Gaza Strip แต่สงครามก่อการร้ายในแถบนี้ก็ยังไม่ยุติ
ประการที่เจ็ด ความล้มเหลวของสหรัฐอเมริกาในการกวาดล้างทาลิบัน และ บิน ลาเดน ในอัฟกานิสถาน และในปากีสถานส่งผลให้หลังสงครามอิรัก ขบวนการดังกล่าวสามารถขยายเครือข่ายปฏิบัติการทั้งอัฟกานิสถาน ปากีสถาน ออกไปสู่จุดอื่น ๆ ของโลก
ประการที่แปด ความล่มสลายของกลุ่มพันธมิตรแอตแลนติก หรือ NATO จนก่อให้เกิดกลุ่มพันธมิตรใหม่ที่มีเยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นแกนกลาง มีส่วนทำให้อำนาจและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในยุโรปลดลง
ประการที่เก้า การก่อตัวขึ้นของขบวนการต่อต้านสหรัฐอเมริกาที่เป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการต่อต้านสหรัฐอเมริกาในประเทศบราซิล เวเนซุเอลา และในเอกวาดอร์ กำลังขยายตัว
ประการสุดท้าย ความขัดแย้งภายในสหรัฐอเมริกาเองก็กำลังขยายตัวด้วย พวกสาย Liberal กับพวกต่อต้านสงครามล่าอาณานิคมกำลังรวมตัวกันเปิดศึกกับบรรดาพวกสายเหยี่ยว ที่มีชีวิตอยู่กับสงครามและการค้าสงคราม
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]The (very) Great Depression
The Great Depression คือชื่อเรียกวิกฤติใหญ่ของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1929 ถึง ค.ศ. 1931 ก่อนการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดการณ์ว่า ประมาณปี ค.ศ. 2005 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าจะเกิดวิกฤติโลกใหญ่อีกครั้งหนึ่ง วิกฤติลูกนี้จะเป็นจุดตั้งต้นของ The Great Depression นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่า วิกฤติในตัวเองมีทางออก The Great Depression ก็เช่นกัน มีทางออกและมีทางทำให้วิกฤตินี้ยืดออกไปหรือไม่รุนแรงมากนักได้
ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้างระบบโลกที่ไร้ดุลยภาพเสียใหม่แก้ปัญหาหนี้สินประเทศโลกที่ สามอย่างจริงจัง วิกฤติก็จะคลายตัวหรือยืดออกไปอีก แต่ถ้าแก้ผิด ๆ จะเกิดคลื่นวิกฤติใหญ่ที่รุนแรงต่อเชื่อมกับคลื่นวิกฤติรอบ 2005 ซึ่งอาจจะเกิดรุนแรงมาก ประมาณ ปี 2010 ถึง 2013

สงครามจรยุทธ์ไร้พรมแดน
บรรดาวิกฤติทั้งหลายที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญ ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าสงครามที่ไม่รู้จบ หรือสงครามจรยุทธ์ หลักสงครามจรยุทธ์จะไม่รักษาพื้นที่ ใช้หลักรบไปถอยไป ถือว่าการถอยหรือการหนีคือหัวใจของยุทธศาสตร์จรยุทธ์ ถ้าประชาชนร่วมต่อต้านสงคราม สงครามจรยุทธ์ก็จะกลายเป็นสงครามประชาชน การรักษาชีวิตไว้ และการหนีได้กลายเป็นหลักการสำคัญที่สุดของสงครามจรยุทธ์เพราะหัวใจของสง ครามสรยุทธ์ ไม่ใช่การรบระยะสั้นแต่คือการรบระยะยาว
วิธีการรบแบบนี้เป็นการรบแบบพิเศษ ถูกคิดขึ้นมา หรือถูกนำมาใช้ในกรณีที่เผชิญศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่าอย่างอย่างเด็ด
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]The (very) Great Depression
The Great Depression คือชื่อเรียกวิกฤติใหญ่ของโลกในช่วงปี ค.ศ. 1929 ถึง ค.ศ. 1931 ก่อนการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดการณ์ว่า ประมาณปี ค.ศ. 2005 หรืออีก 2 ปีข้างหน้าจะเกิดวิกฤติโลกใหญ่อีกครั้งหนึ่ง วิกฤติลูกนี้จะเป็นจุดตั้งต้นของ The Great Depression นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่า วิกฤติในตัวเองมีทางออก The Great Depression ก็เช่นกัน มีทางออกและมีทางทำให้วิกฤตินี้ยืดออกไปหรือไม่รุนแรงมากนักได้
ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้างระบบโลกที่ไร้ดุลยภาพเสียใหม่แก้ปัญหาหนี้สินประเทศโลกที่ สามอย่างจริงจัง วิกฤติก็จะคลายตัวหรือยืดออกไปอีก แต่ถ้าแก้ผิด ๆ จะเกิดคลื่นวิกฤติใหญ่ที่รุนแรงต่อเชื่อมกับคลื่นวิกฤติรอบ 2005 ซึ่งอาจจะเกิดรุนแรงมาก ประมาณ ปี 2010 ถึง 2013

สงครามจรยุทธ์ไร้พรมแดน
บรรดาวิกฤติทั้งหลายที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญ ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าสงครามที่ไม่รู้จบ หรือสงครามจรยุทธ์ หลักสงครามจรยุทธ์จะไม่รักษาพื้นที่ ใช้หลักรบไปถอยไป ถือว่าการถอยหรือการหนีคือหัวใจของยุทธศาสตร์จรยุทธ์ ถ้าประชาชนร่วมต่อต้านสงคราม สงครามจรยุทธ์ก็จะกลายเป็นสงครามประชาชน การรักษาชีวิตไว้ และการหนีได้กลายเป็นหลักการสำคัญที่สุดของสงครามจรยุทธ์เพราะหัวใจของสง ครามสรยุทธ์ ไม่ใช่การรบระยะสั้นแต่คือการรบระยะยาว
วิธีการรบแบบนี้เป็นการรบแบบพิเศษ ถูกคิดขึ้นมา หรือถูกนำมาใช้ในกรณีที่เผชิญศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่าอย่างอย่างเด็ด
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]สงครามล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม
ยุคใหม่ของโลกกำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับการปฏิวัติทางด้านการติดต่อสื่อสาร ข่าวสาร การศึกษา และการบันเทิง การปฏิวัตินี้ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทั่วโลก มีการกล่าวถึงโลกใหม่ที่มีแบบวัฒนธรรมอันเดียวกัน และการก่อกำเนิดของสังคมหลังยุคอุตสาหกรรมที่มีความรู้และวัฒนธรรมเป็น แกนกลางของสังคม

โลกาภิวัตน์กับการล่าอาณานิคม
กำเนิดโลกในยุคโลกาภิวัตน์หรือยุคระบบทุนนิยมโลกก็เกี่ยวพันโดยตรงกับการ เกิดขึ้นของสงครามที่เราเรียกกันว่าสงครามล่าอาณานิคม แม้โลกจะผันแปรไปจากโลกยุคโบราณ สงครามล่าเมืองขึ้นก็คือการเผชิญหน้าและการทำลายล้างกันทางวัฒนธรรม และการทำลายวัฒนธรรมตลอดจนสงครามทางวัฒนธรรมได้ดีที่สุด
กล่าวอย่างสรุป ก็คือโลกในยุคโลกาภิวัตน์หัวใจของสงครามก็ไม่ต่างจากโลกในยุคโบราณมากนัก การยึดครองและทำลายล้างกันทางวัฒนธรรมยังเป็นเป้าหมายสูงสุดของสงคราม ชัยชนะเหนือวัฒนธรรมจึงถูกถือว่าเป็นชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือกว่าชัยชนะทาง ทหารเสียอีก

สงครามล่าอาณานิคมในเอเชีย
สงครามล่าอาณานิคมที่เข้าสู่เอเชียก็คือสงครามทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของประวัติศาสตร์โลก เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างระบบคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือระหว่างศาสนา และปรัชญาแบบตะวันออกที่ประกาศความสูงสุดของโลกทางจิตวิญญาณกับปรัชญาวัตถุ นิยมใหม่ที่ก่อตัวขึ้นในยุโรป เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างระบบรัฐเผด็จการอำนาจสูงสุดแบบเอเชียกับรัฐทุน นิยมสมัยใหม่ และระหว่างวิถีการผลิตแบบเอเชียกับแบบวิถีทุนนิยม

สงครามล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม
การล่าอาณานิคมแบบใหม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นของระบบทุนข้ามชาติ ซึ่งมีบริษัทข้ามชาติเป็นศูนย์กลาง วิธีการล่าอาณานิคมจึงแตกต่างไป เปลี่ยนจากการยึดครองด้วยกำลังอาวุธสู่การยึดครองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
หากจะสรุปสั้น ๆ ก็คือ ทฤษฏีว่าด้วยโลกไร้พรมแดน เป็นทฤษฏีซึ่งนำเอาทฤษฏีเก่าที่ว่าด้วยความทันสมัย มาปัดฝุ่นใหม่และได้นำเสนอลัทธิว่าด้วยความทันสมัยแบบใหม่ในนามของโลกไร้ พรมแดนและสังคมหลังยุคอุตสาหกรรม Post Industrial Society หรือสังคมสารสนเทศที่แตกต่างจากทฤษฏี Modernization เก่า
เพื่อเปิดเงื่อนไขให้ทุนข้ามชาติเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี ทฤษฏีและนโยบายว่าด้วยการค้าเสรี ตลาดเสรีได้ถูกสร้างขึ้นโดยชี้ว่าความเป็นเสรีทางการค้าและเงินตราและการ เปิดประเทศให้ทุนข้ามชาติครอบงำหรือทุนภายในชาติ คือเส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์ของประเทศ
[/FONT]
 
C

Chonburi's Michael

Gast
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ความเสื่อมของวัฒนธรรมทุนนิยมโลก
เรากำลังยืนเผชิญโลกที่ทุนได้ก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ โลกที่ไร้พรมแดนกำลังเกิดขึ้น ทุนกำลังพัฒนาผ่านยุคอุตสาหกรรม สู่ยุคหลังอุตสาหกรรม การผลิตก็กำลังก้าวผ่านจากการใช้แรงงานมนุษย์ไปสู่ยุคอัตโนมัติ นี่คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของทุน
แต่โลกแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กลับจมอยู่กับวิกฤติทางเศรษฐกิจ วิกฤติระบบรัฐสวัสดิการทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พลังชนชั้นกลางในสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มแตกสลาย ระบบรัฐประชาธิปไตยแบบผู้แทนทั่วโลกเสื่อมทรุด สถาบันรัฐชาติ ซึ่งเคยเป็นสถาบันที่ปกป้องระบบทุนและเป็นฐานของพัฒนาการของทุนชาติกำลัง กลายเป็นสิ่งที่ล้าหลัง
ระบบอัตโนมัติได้นำสู่การรื้อถอนระบบความสัมพันธ์ทางการผลิตและการบริหารใหม่ทั้งหมด แต่ในเวลาเดียวกันก็นำสู่ปัญหาการว่างงาน
การที่ทุนโลกเคลื่อนตัวจากสังคมอุตสาหกรรมสู่สังคมหลังอุตสาหกรรมได้นำสู่ความเสื่อมทางวัฒนธรรมที่สำคัญ คือ
1. การแพร่ระบาดของวัฒนธรรมคาสิโน ระบบเงินไร้พรมแดน ซึ่งเป็นหัวใจของระบบทุนปัจจุบันได้ทำให้วัฒนธรรมคาสิโนกลายเป็นหัวใจของ ระบบทุน
2. ทาสของการบริโภคนิยมโทรทัศน์กับการค้าเงินตรา กำไรและข่าวสารล้วนแล้วแต่แยกกันไม่ออก
3. วัฒนธรรมโลกียะและวัฒนธรรมน้ำเน่าได้พัฒนาพร้อมกับการแพร่ขยายของโลกแห่งมายา โลกบันเทิงและความจริงปลอม ธุรกิจมือทั้งหลาย
4. มนุษย์ถูกตีค่าด้วยเงินตรา ด้วยเครื่องประดับ ด้วยรถยนต์ และถูกทำให้กลายเป็นสินค้าราคาถูกประเภทหนึ่ง
5. การแพร่ระบาดของลัทธิปัจเจกบุคคล ไม่สนใจคนอื่นไม่สนใจสังคม สนใจเพียงความสุขส่วนตัว


การเปลี่ยนผ่านระบบภูมิปัญญา
ระบบคิดในยุคทุนนิยมอาจจะแบ่งได้เป็นแนวคิดใหญ่ได้ 5 ประการ คือ
1. ความคิดที่ว่าด้วยวิทยาศาสตร์และการเอาชนะธรรมชาติ
2. ความคิดเรื่องตลาดเสรีและลัทธิบริโภคนิยม
3. ความคิดเรื่องปัจเจกนิยมที่วางอยู่บนหลักว่าด้วยการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
5. ความคิดเรื่องระบบประชาธิปไตยตัวแทน
ระบบความคิดทั้ง 5 ประการนี้ถึงจุดอับและถูกท้าทายอย่างรุนแรง
[/FONT]
 
Thema:

World War

World War - Ähnliche Themen

  • End of the World, und was man tun sollte

    End of the World, und was man tun sollte: Ja, klingt dramatisch, aber wir kommen dem Ereignis evtl. naeher. Was wird passieren? Amerika greift den Iran als finales Ziel an. Donald hat...
  • April 2010: Brandstiftung im Central World in Bangkok

    April 2010: Brandstiftung im Central World in Bangkok: Dieses Video wurde jetzt erstmalig veröffentlicht, und es wird sicherlich noch viele Diskussionen in Thailand auslösen...
  • World ist ein möglicher Doppelaccount

    World ist ein möglicher Doppelaccount: World besitzt möglicherweise einen Doppelaccount: kcwknarf und World
  • 40 maps that will help you make sense of the world

    40 maps that will help you make sense of the world: streng wissenschaftliche analyse der welt http://twistedsifter.com/2013/08/maps-that-will-help-you-make-sense-of-the-world/
  • suche Hotel in Bangkok in der Nähe von Central World

    suche Hotel in Bangkok in der Nähe von Central World: hallo ich suche ein hotel in der nähe von central world bangkok. ich habe auch schon 2 hotels angeschrieben mit der bitte mir ihre preise für...
  • suche Hotel in Bangkok in der Nähe von Central World - Ähnliche Themen

  • End of the World, und was man tun sollte

    End of the World, und was man tun sollte: Ja, klingt dramatisch, aber wir kommen dem Ereignis evtl. naeher. Was wird passieren? Amerika greift den Iran als finales Ziel an. Donald hat...
  • April 2010: Brandstiftung im Central World in Bangkok

    April 2010: Brandstiftung im Central World in Bangkok: Dieses Video wurde jetzt erstmalig veröffentlicht, und es wird sicherlich noch viele Diskussionen in Thailand auslösen...
  • World ist ein möglicher Doppelaccount

    World ist ein möglicher Doppelaccount: World besitzt möglicherweise einen Doppelaccount: kcwknarf und World
  • 40 maps that will help you make sense of the world

    40 maps that will help you make sense of the world: streng wissenschaftliche analyse der welt http://twistedsifter.com/2013/08/maps-that-will-help-you-make-sense-of-the-world/
  • suche Hotel in Bangkok in der Nähe von Central World

    suche Hotel in Bangkok in der Nähe von Central World: hallo ich suche ein hotel in der nähe von central world bangkok. ich habe auch schon 2 hotels angeschrieben mit der bitte mir ihre preise für...
  • Oben