ศัพท์น่ารู้

Diskutiere ศัพท์น่ารู้ im Thaiboard Forum im Bereich Thailand Forum; อำมาตย์(1) อำมาตย์ (อ่านว่า อัม-หฺมาด) แผลงมาจากคำว่า อมาตย์ (อ่านว่า อะ -หฺมาด) ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤตว่า อมาตฺย (อ่านว่า อะ -มาด-ยะ)...
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]อำมาตย์(1)


อำมาตย์ (อ่านว่า อัม-หฺมาด) แผลงมาจากคำว่า อมาตย์ (อ่านว่า อะ -หฺมาด) ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤตว่า อมาตฺย (อ่านว่า อะ -มาด-ยะ) มีความหมายตามรากศัพท์ว่า ผู้อาศัยอยู่ในบ้านหรือในครอบครัวของเรา คำว่า "เรา" ในที่นี้หมายถึงพระราชา ดังนั้น อมาตฺย จึงมีความหมายว่า คนสนิทของพระราชา ภายหลังเป็นที่ปรึกษาของพระราชา

อมาตย์ (อ่านว่า อะ -หฺมาด) หรือ อำมาตย์ ในภาษาไทยใช้หมายถึง ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นข้าเฝ้าใกล้ชิดของพระราชา คอยถวายความเห็นเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย

คำว่า อมาตย์ หรือ อำมาตย์ พบในวรรณคดีและในกฎหมายตราสามดวง ใช้รวมกับคำอื่น ๆ อย่าง เสนามาตย์ (อ่านว่า เส-นา-มาด), เสวกามาตย์ (อ่านว่า เส-วะ-กา-มาด), พฤฒามาตย์ (อ่านว่า พฺรึด-ทา-มาด), อำมาตยาธิบดี (อ่านว่า อัม-หฺมาด-ตะ-ยา-ทิบ-บอ-ดี) เป็นต้น



ที่มา : บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]เนื่องในมหามงคลสมัย ธรรมเนียมปฏิบัติกับราชาศัพท์ที่คนไทยควรทราบ

“...การ ใช้ราชาศัพท์ ถ้าเอาไปใช้ในการแต่งบทประพันธ์ หรือวรรณคดีนั้นเราใช้ได้ เป็นศิลปะ แต่เมื่อใช้ราชาศัพท์ต่อองค์พระมหากษัตริย์นี้ เราต้องรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี จะต้องเรียนจริง ๆ จัง ๆ จะต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องมีความชำนิชำนาญในการที่จะใช้ นี่เป็นการเตือนเพื่อนครูภาษาไทยว่า เมื่อได้ฟังใครเขาใช้ราชาศัพท์ ไม่ใช่ว่าจะถูกทุกทีไป คือว่าควรจะถามหลาย ๆ คนว่าที่ใช้อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่...”

(หม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ อภิปราย ในการประชุมวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 29 กรกฎาคม 2505)

คำที่ยกมาข้างต้นนั้น ทำให้เราตะหนักและภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เราทั้งหลายต่างถวายความจงรักภักดีสืบมา การใช้ราชาศัพท์จึงเป็นเรื่องที่ควรสืบทอด รักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามไว้

ความที่ในองค์กรให้ผู้เขียนรับผิดชอบประสานงานกับกองพระราชพิธีของเจ้า นายหลายพระองค์ จึงจำเป็นจะต้องศึกษาอย่าจริงจังในการใช้ราชาศัพท์ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบติที่ต้องเคร่งครัด ในยามที่ต้องร่างบทอาเศียรวาท (หรืออาศิรวาท) คำกราบบังคมทูล รวมทั้งคำกราบบังคมทูลเป็นหนังสือ (หรือ ที่เรียกภาษาสามัญว่าจดหมาย) สำหรับผู้บริหารกราบบังคมทูล, กราบทูล องค์ประธานในงาน เพื่อส่งให้ทางกองพระราชพิธีตรวจ ก่อนจะมีงานที่พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จ, เสด็จพระราชดำเนิน มาเป็นองค์ประธานในงานนั้นๆ ซึ่งแต่ละพระองค์ก็จะใช้ศัพท์ต่างกันออกไป

เนื่องด้วยมหามงคสมัย เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ กำลังจะมาถึงนี้ และเราเริ่มที่จะเห็นคำถวายชัยมงคลผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น ซึ่งพบว่า มีทั้งที่ถูกและผิด อาจจะด้วยความไม่รู้ หรือขาดการตรวจสอบ จึงอยากจะขอแบ่งปันหลักการใช้ศัพท์ต่างๆ สำหรับท่านที่ทราบดีแล้วก็ถือว่าเป็นการทบทวนก็แล้วกันนะครับ

คำขึ้นต้น

1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถคำขึ้นต้นคำกราบบังคมทูล หรือหนังสือกราบบังคมทูลใช้ว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” คำสรรพนามบุรุษที่สองสำหรับพระองค์ใช้ว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” สรรพนามสำหรับผู้กราบบังคมทูลใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ” ซึ่งทุกคนทราบดี ไม่ค่อยจะมีผิดพลาดให้เห็น

แต่ที่พบผิดบ่อยคือ คำโปรยที่ว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา” ซึ่งใช้สำหรับ (เพศชาย) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น บางคนเขียน “ฑีฆา” (ใช้ ฑ-นางมณโฑ) เขียนผิด ที่ถูกต้องเป็น ท-ทหาร (ทีฆ ทีฆา = ยาว)

อีกประการหนึ่ง บางคนใช้ข้อความเดียวกันนี้ (“ทีฆายุโก โหตุ”) สำหรับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีบอกว่า เมื่อเป็นเพศหญิง คำที่ใช้ต้องเปลี่ยนเป็น “ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี” จึงจะถูกต้อง ซึ่งถึงวันนี้ ยังพบว่ามีคนใช้ผิดอยู่มาก

อนึ่ง ในหนังสือฯ ยังแนะนำว่า ในการเขียนหนังสือกราบบังคมทูล คำลงท้ายให้ใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ขอเดชะ” แล้วลงนามผู้เขียน (หรือจะลงนามผู้เขียนก่อน แล้วจึงลงว่า “ขอเดชะ” ตามหลังก็ได้)

2. สำหรับการเขียนบทอาเศียรวาทหรือบทสรรเสริญ หรือบทสดุดีพระเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฯลฯ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงจิรายุ นพวงศ์ องคมนตรีที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านเคยแนะนำว่าควรใช้ “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม” เฉยๆ โดยไม่ต้องมี “ขอเดชะ” ด้วย เพราะผู้เขียนไม่ได้กราบบังคมทูลเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ท่าน

3. สำหรับพระยุพราช คือ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คำกราบบังคมทูลให้ขึ้นต้นว่า “ขอเดชะฝ่าละอองพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม” คำสรรพนามแทนพระองค์ใช้ว่า “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” คำสรรพนามแทนตนใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายใช้ว่า “ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

แต่ถ้าเป็นในการเขียนหนังสือกราบบังคมทูลให้ใช้ขึ้นต้นว่า “ขอพระราชทานกราบบังคมทูล (พระนามาภิไธย) ทราบฝ่าละอองพระบาท”

อนึ่ง ถ้าเป็นคำลงท้ายในหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระยุพราชทั้งสองพระองค์ ให้ลงท้ายหนังสือว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม” แล้วลงนาม

4. สำหรับพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า (สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี, สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ สิริโสภาพัณณวดี, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) คำขึ้นต้นในหนังสือกราบบังคมทูลให้ใช้ว่า “ขอพระราชทานกราบทูล (พระนาม) ทราบฝ่าพระบาท” คำสรรพนามสำหรับพระองค์ท่านให้ใช้ว่า “ใต้ฝ่าพระบาท” คำสรรพนามผู้เขียนใช้ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” และคำลงท้ายให้ใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

5. สำหรับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวดี พระวรราชาทินัดดามาตุ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์) คำขึ้นต้นหนังสือใช้ว่า “ขอประทานกราบทูล (พระนาม) ทราบฝ่าพระบาท” คำสรรพนามสำหรับพระองค์ใช้ว่า “ฝ่าพระบาท” สรรพนามของผู้กราบทูลใช้ว่า “เกล้ากระหม่อม (ชาย)” หรือ “เกล้ากระหม่อมฉัน (หญิง)” คำลงท้ายใช้ว่า “ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”

ควรใช้ถวายพระพร หรือ ถวายชัยมงคล/ คำว่าพระชนมพรรษา-พระชนมายุ-พระชันษา ใช้ต่างกันอย่างไร

มีผู้รู้บอกว่า “ถวายพระพร” เป็นคำที่พระสงฆ์ใช้กับเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ ฉะนั้น สำหรับเราทั้งหลายซึ่งเป็นสามัญชนโดยทั่วไป ท่านจึงแนะนำให้ใช้ว่า “ถวายชัยมงคล” แต่คนทั่วไปก็ชอบที่จะพูดว่า “ถวายพระพร” ซึ่งผิด

คำว่า พระชนมพรรษา (พฺระ-ชน -มะ-พัน-สา) แปลว่า ขวบปีที่เกิด อายุ. เป็นคำราชาศัพท์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ. ใช้ว่า มีพระชนมพรรษา หรือ ทรงเจริญพระชนมพรรษา เช่น ในปีพุทธศักราช 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษา 72 พรรษา. หรือ ในปีพุทธศักราช 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 77 พรรษา

บางหน่วยงานขึ้นคัตเอ้าท์ตัวโตว่า ในวโรกาส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 77 พรรษา ซึ่งใช้ผิด และไม่ต้องมีคำว่า “ครบ” เพราะคำว่าครบจะใช้เมื่อ ครบวาระสำคัญต่างๆ เช่น ครบ 6 รอบ หรือ ครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นต้น

ฉะนั้น ควรจำว่า คำว่า ปี สำหรับอายุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใช้ว่า พรรษา แต่ถ้าเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระบรมราชกุมารี คำว่า อายุ ใช้ว่า พระชนมายุ ส่วนคำว่า ปี ใช้ว่า พรรษา เช่นเดียวกัน เช่น ปีนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระชนมายุ 54 พรรษา

นอกจากนี้ เกี่ยวกับราชาศัพท์ที่ต้องใช้ในพระราชพิธีต่างๆ นั้น ม.ร.ว. แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้ว่า "พระชนมพรรษา พระชนมายุ พระชันษา เป็นราชาศัพท์ แปลว่า 'อายุ' ทั้ง 3 คำ เวลานี้ดูจะใช้ปะปนกันไปหมด ไม่ว่าในหลวง สมเด็จพระบรมราชินี พระราชวงศ์ใหญ่น้อย เรามักจะใช้ พระชนมายุ กันทั้งนั้น ซึ่งไม่ถูกต้องเลย

ประเพณีการใช้ถ้อยคำแต่ก่อนท่านกำหนดให้ใช้ต่างกันตามลำดับพระอิสริย ศักดิ์ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ใช้คำว่า 'พระชนมพรรษา' แทนคำว่า 'อายุ' และใช้คำว่า 'พรรษา' แทนคำว่า 'ปี'..."

สมเด็จพระอัครมเหสี, สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล, สมเด็จพระอนุชาธิราช, สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เจ้านายทั้ง 6 ตำแหน่งนี้จึงใช้คำว่า 'พระชนมายุ' แทน 'อายุ' และใช้คำว่า 'พรรษา' แทน 'ปี' เช่นเดียวกัน

ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์นอกจากที่กล่าวถึงข้างต้นแล้วใช้คำว่า 'พระชันษา' แทนคำว่า 'อายุ' และจำนวน 'ปี' ไม่เปลี่ยนเป็น 'พรรษา'

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง การทำหนังสือ หรือ ทำจดหมายกราบทูล กราบบังคมทูล เมื่อต้องส่งถึงสำนักราชเลขาธิการในพระองค์ฯ หรือ สำนักกองพระราชพิธี เมื่อต้องใส่ตัวเลข จะต้องเขียนเป็นเลขไทยเท่านั้น และเลี่ยงการใช้ภาษาอังกฤษ โดยหากมีคำไทยก็ให้ใช้คำไทย เช่น หากงานที่กราบทูลเชิญเสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงาน หากมีทั้งชื่อไทยและอังกฤษ ควรใช้แต่ภาษาไทยในจดหมายหรือคำกราบบังคมทูล, คำกราบทูล เท่านั้น

เชื่อว่าที่แบ่งปันมา จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่เข้ามาศึกษาครับ




ที่มา -
บทความจากบล็อกเกอร์ทิวสน
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ฎีกา

คําอธิบายขยายความ เช่น ฎีกาพาหุง; ชื่อคัมภีร์หนังสือที่แก้หรือ อธิบายคัมภีร์อรรถกถา; หนังสือที่เขียนนิมนต์พระสงฆ์; ใบแจ้ง การขอเบิกเงินจากคลัง; ใบบอกบุญเรี่ยไร; (กฎ) คําร้องทุกข์ที่ ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระมหากษัตริย์; ชื่อศาลยุติธรรมสูงสุด ของประเทศไทย ซึ่งเรียกว่าศาลฎีกา; การคัดค้านคําพิพากษาหรือ คําสั่งศาลอุทธรณ์ที่คู่ความยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อเสนอให้ศาลฎีกา พิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาด; (โบ) ใบเรียกเก็บเงิน. (ปาก) ก.ยื่นคําร้องขอหรือคําคัดค้านต่อศาลฎีกา เช่น คดีนี้จะฎีกาหรือไม่ (ป. ฏีกา)
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]อำมาตย์ (๒)

อมาตย์ (อ่านว่า อะ -หฺมาด) หรือ อำมาตย์ (อ่านว่า อำ-หฺมาด) เดิมหมายถึง ขุนนางซึ่งเป็นข้าเฝ้าใกล้ชิดของพระราชา คอยถวายความเห็นแด่พระราชาเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ในพงศาวดารและเอกสารโบราณต่าง ๆ พบว่า อมาตย์ หรือ อำมาตย์ ใช้เป็นราชทินนามของข้าราชการ


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คำว่า อำมาตย์ ใช้ เป็นคำเรียกตำแหน่งข้าราชพลเรือน มี ๓ ระดับ เรียงลำดับจากระดับต่ำไประดับสูง ได้แก่ รองอำมาตย์ อำมาตย์ และมหาอำมาตย์ แต่ละระดับยังแบ่งย่อยได้อีก ๓ ชั้น คือ ชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก รวมทั้งสิ้น ๙ ระดับ ระดับต่ำที่สุดคือ รองอำมาตย์ตรี ส่วนระดับสูงที่สุดคือ มหาอำมาตย์เอก คำบอกตำแหน่งข้าราชการพลเรือนทั้ง ๙ ระดับนี้ ใช้นำหน้าบรรดาศักดิ์ซึ่งต่อด้วยราชทินนามอีกต่อหนึ่ง เช่น อำมาตย์ตรีหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) อำมาตย์ตรี เป็นคำเรียกตำแหน่ง หลวง เป็นบรรดาศักดิ์ และ ประดิษฐ์มนูธรรม เป็นราชทินนาม


คำว่า อำมาตย์ นอกจากจะเป็นคำที่ใช้เป็นคำเรียกตำแหน่งข้าราชการพลเรือนทั้ง ๙ ระดับนี้แล้ว ยังเป็นคำเรียกรวมข้าราชการพลเรือนทั้งหมดนี้ด้วย. คำว่า อำมาตย์ มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ขุนนาง หรือข้าราชการ โดยทั่วไป ไม่เจาะจงว่าต้องเป็นข้าราชการที่สนิทหรือเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดพระราชา

ที่มา - บทวิทยุรายการ รู้ รัก ภาษาไทย
[/FONT] [FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ทาส

สมัยก่อนทาสแบ่งออกเป็น ๗ ประเภท ได้แก่

๑ )ทาสสินไถ่ คือทาสที่ถูกขายต่อมาหรือทาสที่ขายตัวเอง

๒ )ทาสในเรือนเบี้ย คือ ลูกของทาสที่เกิดขึ้นในขณะที่พ่อแม่เป็นทาส

๓ )ทาสอันเกิดจากมรดกตกทอด คือ ทาสที่ได้รับจากผู้ถึงแก่กรรม

๔ )ทาสท่านให้ คือทาสที่ถูกยกให้จากนายเก่าสู่นายใหม่

๕ )ทาสที่ช่วยพ้นจากโทษทัณฑ์ คือ ทาสที่ถูกคดีความแล้วมีผู้ที่ช่วยเหลือจึงได้มาเป็นทาส

๖ )ทาสที่เลี้ยงไว้เมื่อเกิดทุพภิกภัย คือทาส ที่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้ แต่ต่อมาหมดเนื้อหมดตัว จนต้องยอมอยู่อาศัยรับใช้นายทาส

๗ )ทาสเชลย คือทาสที่ถูกกวาดต้อนมาจากสงคราม

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความของ
คนช่างเล่า
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
[FONT=Verdana, Arial, Helvetica, sans-serif]ไพร่

อ่านจากเว็บหนึ่ง ทําให้คิดว่าหลาย ๆ คนคงเข้าใจผิดเรื่องคําว่า ไพร่ และนําเอาไปใช้ในความหมายผิด ๆ วันนี้เลยอยากคัดลอกข้อความจากบทความของ ดร. อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ได้อ่านเพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง

ดร.อนันต์ กล่าวถึงความหมายในประวัติศาสตร์ของคำว่า "ไพร่" ว่า ถ้าเราย้อนไปดูประกาศของคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ปรากฏคำว่า "ไพร่" รวมอยู่ด้วย ซึ่งตอนหนึ่งระบุว่า ราษฎรของกษัตริย์ ถือเป็นว่าทาส โดยเรียกว่า "ไพร่" "ข้า" เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่คิดว่าเป็นมนุษย์ ดังนั้น ประกาศฉบับนั้นใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงมาก และมีการใช้คำเรียกพระเจ้าแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 7 ว่ากษัตริย์ ไม่ได้ใช้คำว่า พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น เมื่อเรามาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้หลังจนถึงปัจจุบัน ถ้าเราติดตามพวกนักวิชาการที่ติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะนายจักรภพ เพ็ญแข หรือแม้แต่นักวิชาการอิสระในมหาวิทยาลัยได้พูดถึงว่า การปฏิวัติเมื่อสมัยปี 2475 ยังไม่ได้เสร็จสิ้น จึงมีความพยายามจะทำให้ปฏิวัติเมื่อปี 2475 สมบูรณ์ ซึ่งตนคิดว่าคนกลุ่มนี้จะทำให้สมบูรณ์ในปี 2553 เพราะฉะนั้นคือเหตุผลที่หยิบคำว่าไพร่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วตราหน้าผู้ที่มาชุมนุมว่าไพร่

"ถ้าเราดูข้อมูลทางภาษาและก็ดูมิติทางประวัติศาสตร์ คำว่าไพร่ปรากฏอยู่ในเอกสารลายลักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เป็นภาษาไทย ก็คือในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ไม่ได้ใช้คำว่าไพร่ตัวเดียว ใช้คำว่าไพร่ฝ้า ซึ่งคำว่าฝ้าสอดคล้องกับคำว่าฟ้า เพราะฉะนั้นไพร่ฝ้าก็คือไพร่ฟ้าหน้าใสหรือไพร่ฟ้าหน้าปรก" ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวอีกว่า ต่อมาสมัยอยุธยา มีระบบมูลนาย ไพร่ คือ ไพร่คือประชาชน แต่ไพร่นั้นต้องสังกัดมูลนาย แล้วจะต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ใช่อิสระชนเหมือนทุกวันนี้ และไพร่จะเป็นกำลังสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองให้กับชนชั้นมูลนาย โดยชนชั้นมูลนาย ประกอบด้วย เจ้าและขุนนางชั้นสูง ในส่วนของขุนนางนั้น จะแบ่งได้เป็นสองประเภท ก็คืออำมาตย์และเสนาบดี ซึ่งอำมาตย์คือกลุ่มข้าราชการพลเรือน ส่วนเสนาบดีคือขุนนางฝ่ายทหาร ต่อมาระบบมูลนาย ไพร่ ล้มสลายไปสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี 2425 ทำให้ไพร่ไม่ต้องสังกัดมูลนาย ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน ไม่ต้องขึ้นกับใคร เพราะฉะนั้น ไพร่ก็เปรียบสถานะภาพเป็นอิสระชนหรือประชาชนทั่วไปที่มีเสรีภาพในการทำมาหา กิน

"จริงๆแล้วไม่มีไพร่ ในความหมายระบบศักดินานับมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว แต่ระบอบที่กษัตริย์ยังครองอำนาจยังคงดำรงอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งถึงปี 2475 ในความรู้สึกของคน โดยเฉพาะในกลุ่มของคณะราษฎร ก็รู้สึกว่าสังคมในขณะนั้นยังมีการแบ่งชนชั้นกันอยู่ ถึงแม้ไพร่ไม่ได้เป็นคู่ตรงข้ามกับมูลนาย แต่คณะราษฎรยังคงเล่นกับคำว่าไพร่อยู่" ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวถึงคำประกาศในคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ว่า มีการใช้คำว่าไพร่ เล่นคู่ตรงข้ามกับกษัตริย์หรือเจ้า อย่างเช่นข้อความ "รัฐบาลใช้ยึดทรัพย์ หรือถ้าไม่มีเงินก็ใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินสุข" ดังนั้น ถ้ากลุ่มปัญญาชนเป็นพลังความคิดในแก่เสื้อแดงตัวพ่อ คือคิดที่จะสืบสานเจตนารมย์ของคณะราษฎรที่จะทำให้เกิดปฏิวัติในปี 2475 อย่างสมบูรณ์แบบ จึงได้เลือกใช้คำว่าไพร่ขึ้นมา

"ผมคิดว่าไม่มีใครคิดจะใช้คำว่าไพร่ตีคู่กับเจ้า ดังนั้น จึงไม่กล้าที่จะพูดขึ้นมาตรงๆ แต่ต้องไม่ลืมว่าในประกาศคณะราษฎรนั้น ไพร่เป็นคู่ตรงข้ามกับเจ้า เมื่อไม่สามารถใช้คำว่าเจ้าได้ จึงต้องอำพรางไปใช้คำอื่น ก็ใช้คำว่าอำมาตย์" ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวถึงการบิดเบือนความหมายคำว่า "อำมาตย์" ในปัจจุบันว่า มีความพยายามที่จะบอกว่าอำมาตย์นั้นคือ องคมนตรี มหาอำมาตย์ก็คือประธานองคมนตรี ถ้าจะหมายถึงองคมนตรีจริงๆ ทำไมไม่ใช้คำว่าองคมนตรีไปเลย ทำไมต้องไปหาคำอื่น แสดงให้เห็นว่าคำว่าอำมาตย์ของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะแกนนำคนสำคัญ ไม่ได้ใช้อำมาตย์ในความหมายดั่งเดิม

"คำว่าอำมาตย์ของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มีความหมายตามตัวอักษร แต่เป็นความหมายที่เลือกใช้รูปของคำนี้ เพื่อที่จะไปสื่อความหมายอีกคำหนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถใช้รูปคำของความหมายอีกคำหนึ่งนั้นได้" ดร.อนันต์ กล่าว

ดร.อนันต์ กล่าวถึงคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ชัดเจนในการกระทำและความคิด โดยถ้าหากย้อนกลับไปดูเนื้อหาในการวิดีโอลิงก์ ก็จะทำให้เห็นว่าพูดทำนองเหมือนประกาศคณะราษฎรที่จับคู่ชนระหว่างไพร่กับ เจ้า โดยข้อความท่อนหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยโฟนอินคุยกับคนเสื้อแดงว่า "พี่น้องต้องลุกขึ้นสู้ อำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน ไม่อยากเห็นลูกหลานฉลาด เพราะอย่างนี้เราถึงต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต ถ้าประชาชนเป็นฝ่ายชนะ เป็นการปลดแอกตนเองให้พ้นจากอำมาตย์ทั้งหลายที่มาบังคับให้เราโง่บังคับให้ เราจนต่อ" จะเห็นว่านัยของความหมายไม่แตกต่างกันนัก

"ผมคิดว่าคุณทักษิณ ไม่ได้ทำงานคนเดียว ในการทำงานต้องทำกันอย่างเป็นระบบ แล้วมีกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงที่ร่วมทำงานของกระบวนการที่อยู่ในความคิดนี้ แล้วเป็นความคิดที่นำมา สู่การคิดที่ชัดเจนมากขึ้นถึงกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้น" ดร.อนันต์ กล่าว



ที่มา -
รายการรู้ทันประเทศไทย - ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
[/FONT]
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
Bin ich ins neue Forum?
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
ทรพี

คำว่า ทรพี (อ่านว่า ทอ-ระ -พี) มี ๒ คำ ๒ ความหมาย


ความหมายหนึ่งคือ อุปกรณ์ใช้ตักข้าวและแกง รูปร่างคล้ายช้อน แต่มีขนาดใหญ่กว่า มีด้าม ทำด้วยทองเหลือง อลูมิเนียม เปลือกหอยมุก เป็นต้น คำว่า ทรพี ความหมายนี้มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า ทรฺวี (อ่านว่า ทัร-วี) คนแต่ก่อนออกเสียงว่า ทอระพี หรือ สาระพี ก็มี คำนี้ภาษาบาลีใช้ว่า ทพฺพิ (อ่านว่า ทับ-พิ) ไทยใช้ว่า ทัพพี ซึ่งเป็นคำที่ไทยใช้ทั่วไปในปัจจุบัน



คำว่า ทรพี อีกความหมายหนึ่ง คือ เนรคุณถึงประทุษร้ายพ่อแม่ ลูกที่ไม่รู้คุณพ่อแม่ เราเรียกว่า ลูกทรพี
ทรพี ความหมายนี้ มาจากชื่อควายทรพีในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมาจากรามายณะ (อ่านว่า รา-มา-ยะ -นะ) ของอินเดีย

ในรามยณะเรียกทรพีว่า ทุนทุภิ (อ่านว่า ทุน-ทุ -พิ) ทรพีหมั่นวัดร้อยเท้าของตนจนมีขนาดเท่ารอยเท้าของพ่อ

แสดงว่ามีกำลังพอที่จะสู้กับพ่อได้ จึงไปท้าสู้กับพ่อและฆ่าพ่อตาย


ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW



คําพังเพย





คำพังเพย หมายถึง ถ้อยคำที่เป็นสำนวนที่พูดไว้กลาง ๆ เพื่อชวนให้คิด ถ้านำมาใช้ให้เหมาะกับเรื่องที่กำลังพูดกัน จะทำให้เข้าใจเรื่องที่พูดนั้นชัดเจนขึ้น

เช่นพูดว่า รถยนต์ตอนที่เบรกเริ่มไม่ดีก็ไม่รีบไปซ่อม พอเบรกแตกไปชนต้นไม้เข้า เลยต้องเสียค่าซ่อมมาก เข้าทำนอง เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย


คำพังเพย “เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย” หมายถึง เสียเพียงเล็กน้อยไม่ยอมเสีย ทำให้ต้องเสียมากกว่าเดิม



คำพังเพยในภาษาไทยมีอยู่มาก เช่น หมองูตายเพราะงู - ไม่เห็นน้ำตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกก่งหน้าไม้ - กระต่ายตื่นตูม - กิ้งก่าได้ทอง

คำว่า พังเพย มาจากภาษาจีน จีนกลางออกเสียงว่า ผังผี้

แต้จิ๋วออกเสียงว่า ผั่งโพย แปลว่า หมายเหตุหรือคำวิจารณ์ที่เขียนอธิบายไว้ข้าง ๆ ข้อความหลัก







ที่มา - บทวิทยุรายการ "รุ้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
จารกรรม

คำว่า จารกรรม ประกอบด้วยคำภาษาสันสกฤต ๒ คำ คือ จาร (อ่านว่า จา-ระ) แปลว่า ผู้สอดแนม หรือการสอดแนม กับ กรรม แปลว่า การกระทำ
ดังนั้น จารกรรม จึงแปลว่า การกระทำการสอดแนม คำว่า จาร กรรม เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม

เมื่อเป็นคำกริยา หมายความว่า สืบ ล้วงข้อมูล หรือขโมยข้อมูลที่เป็นความลับของบุคคล องค์กร หรือประเทศที่เป็นปรปักษ์หรือเป็นคู่แข่งทางการเมือง แล้วนำข้อมูลนั้นมาบอกแก่รัฐบาลประเทศของตน เช่น ในสมัยสงครามเย็นทั้งประเทศค่ายโลกเสรีและประเทศค่ายโลกคอมมิวนิสต์ต่างฝ่าย ต่างก็ส่งสายลับไปจารกรรมในประเทศอีกค่ายหนึ่ง

คำว่า จารกรรม เมื่อเป็นคำนาม มีความหมายถึงการกระทำดังกล่าว เช่น ผู้สื่อข่าวกระทำจารกรรมในประเทศที่ตนทำข่าวอยู่ จึงถูกเนรเทศออกไป



ที่มา - บทวิทยุุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
สายลับ

คำว่า สายลับ เป็นคำประสมคำว่า สาย กับคำว่า ลับ. สาย หมายถึง สิ่งที่เป็นเส้นยาว, ทาง, เส้นทาง, ผู้ที่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวโยงกัน

ลับ หมายถึง สิ่งที่ปกปิด สายลับ หมายถึงผู้ลอบสืบความลับตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องสำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน
เช่น ตำรวจเชื่อว่าคนในบ้านเป็นสายลับให้ผู้ร้ายเข้ามาขโมยของในบ้าน - เขาเป็นสายลับ คอยแจ้งเบาะแสการค้ายาเสพติดในชุมชนให้ตำรวจ - บริษัทเราประมูลงานไม่ได้เพราะคู่แข่งมีสายลับในบริษัทเรา - ประเทศคู่สงครามจะส่งสายลับเข้าไปสืบข่าวของฝ่ายศัตรูเพื่อความได้เปรียบในการสงคราม

คำว่า สายลับ อาจใช้ย่อว่า สาย ก็ได้ เช่น ระวังคนใช้เป็นสายให้โจร - เขาเป็นสายให้ตำรวจ ทำลายแหล่งผลิตเทปผีซีดีเถื่อน



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
เจ้าหน้าเจ้าตา

เจ้าหน้าเจ้าตา เป็นสำนวน หมายความว่า ชอบเอาหน้า
เช่น แม่คนนี้ทำเจ้าหน้าเจ้าตา เอาเรื่องไปฟ้องหัวหน้าว่าเราแอบทำอาหารกินกันในสำนักงาน เลยถูกดุกันไปหมด

หรือหมายความว่า ชอบเสนอหน้าเข้าไปทำธุระให้ผู้อื่นโดยที่เขาไม่ได้ขอร้องหรือต้องการ
เช่น หลานชายอยากจะจัดงานแต่งงานของเขาเงียบ ๆ แต่คุณน้าก็เจ้าหน้าเจ้าตาไปบอกผู้หลักผู้ใหญ่ให้วุ่นวาย เขาเลยต้องตกกระไดพลอยโจน สิ้นเปลืองเงินทองไปไม่รู้เท่าไร

คำว่า เจ้า แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ คำว่า เจ้าหน้าเจ้าตา แปลตรง ๆ ว่า อยากได้หน้าตา, ชอบเอาหน้าตา, ถือหน้าตาเป็นใหญ่



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
เจ้าคิดเจ้าแค้น

เจ้าคิด เจ้าแค้น เป็นสำนวน หมายความถึงคนที่มักผูกอาฆาตพยาบาท ผูกใจแค้นกับคนที่ทำร้าย หรือทำให้ตนได้รับความลำบากอย่างไม่รู้จักลดละ ไม่รู้จักให้อภัย เช่น กฎหมายกำหนดว่าคนที่ซื้อเสียงจะถูกลงโทษ ตัวซื้อเสียงก็ต้องรู้ว่าตัวทำผิด เมื่อถูกลงโทษจะมาเจ้าคิดเจ้าแค้นโกรธ คนที่สร้างกฎไว้ได้หรือ ตัวทำผิดเองก็ต้องถูกลงโทษ จะไปเจ้าคิดเจ้าแค้นโกรธ คนที่ลงโทษตนคงจะไม่ถูกต้อง

คำว่า เจ้า แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ เจ้าคิด เจ้าแค้น แปลตรง ๆ ว่า เอาความแค้นเป็นใหญ่, คิดเอาความแค้นเป็นใหญ่



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Zuletzt bearbeitet:
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
ประเคน

ประเคน หมายถึง ถวายของพระภิกษุด้วยวิธียกส่งให้ด้วยมือตามแบบที่กำหนดไว้
ถ้าเป็นสิ่งที่ยกได้ต้องยกให้พ้นพื้นแล้วจึงประเคน ถ้าเป็นสิ่งของที่ยกไม่ได้ ให้ใช้สายสิญจน์วงรอบสิ่งนั้นแล้วประเคนสายสิญจน์แทน
เช่น ในการประเคนอาหารแด่พระภิกษุ เราต้องใช้มือทั้ง ๒ จับของที่จะถวายนั้นส่งให้พระภิกษุด้วยอาการเคารพ
ในระยะที่ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป ถ้าเป็นผู้หญิง ต้องวางสิ่งของนั้นลงบนผ้าหรือสิ่งอื่นที่พระภิกษุทอดมาให้
อาหารที่ประเคนแล้ว หากมีผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุไปจับต้อง ต้องประเคนใหม่ การที่เราต้องประเคนสิ่งของแด่พระภิกษุ
เพราะตามพุทธบัญญัติ พระสงฆ์ไม่มีสมบัติส่วนตัว ต้องได้รับจากฆราวาส

คำว่า ประเคน ยังใช้เป็นภาษาปาก มีความหมายว่า ให้อย่างเกินสมควร
เช่น บ้านนี้รักลูกชายมาก มีอะไรก็ประเคนให้ลูกชายหมด

และใช้ในความหมายประชดประชัน เช่น เธอหยิบของเองไม่เป็นหรือไง ต้องมีคนมาประเคนให้

นอกจากนี้ ประเคน ยังแปลว่า ตี เช่น ผู้ร้ายแอบเข้ามาขโมยของ เจ้าของบ้านเลยประเคนเสียน่วม



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
อัปยศ - อัปยศอดสู

คําว่า อัปยศ เป็นคําที่มาจากภาษาสันสกฤต อป (อ่านว่า อะ-ป) แปลว่า ไม่ ไร้ ปราศจาก
ยศ (อ่านว่า ยด) แปลว่า เกียรติ ความยกย่องนับถือ เมื่อรวมเป็นคําว่า อัปยศ จึงแปลว่า ไร้ยศ ปราศจากยศ
หมายถึง เสื่อมเสียชื่อเสียง น่าอับอายขายหน้า เช่น ลูกทําให้พ่อแม่ขายหน้า สร้างความอัปยศให้แก่ครอบครัว จึงต้องหนีหน้าไปจากสังคม -
ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินอัปยศ เพราะมีการคอร์รัปชั่นในการซื้อขาย

คําว่า อัปยศ มักใช้คู่กับคําว่า อดสู คําว่า "สู" ในที่นี่แปลว่า อาย ปรากฏในลิลิตตะเลงพ่ายว่า
"มาเดี่ยวเปลี่ยวอกอ้า อายสู" -- อดสู แปลว่าละอายใจ อับอายมาก
เมื่อใช้คําว่า อัปยศอดสู จึงมีความหมายว่า เสื่อมเกียรติและรู้สึกอับอายขายหน้า
เช่น เขาเคยมีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ แต่เมื่อถูกเปิดโปงว่าเป็นคนคดโกง เขาก็รู้สึกอัปยศอดสูจนต้องหนีหน้าไป



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
สาธุ (๑)

สาธุ เป็นคําที่ยืมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตว่า สาธุ แปลว่า ดี ถูกต้อง ยอดเยี่ยม ประสบผลสําเร็จ
ทั้งภาษาบาลีและสันสกฤต ใช้คําว่า สาธุ เป็นคําแสดงว่า เห็นด้วยกับเรื่องที่พูดหรือสิ่งที่ทํา
หรือใช้ในประโยคคําสั่งสอนหรือขอร้องเพื่อแสดงความสุภาพ ในสังคมไทย คําว่า สาธุ
เป็นคําที่พระภิกษุสงฆ์ใช้เปล่งเพื่อแสดงว่าเห็นด้วย ยอมรับว่าเหมาะสมดีงาม
ฆราวาสมักเปล่งคํานี้เมื่อฟังเทศนาจบ หรือเมื่อพระให้พร ส่วนพระสงฆฺ์จะเปล่งคําว่า สาธุ ออกมาพร้อมกัน
เพื่อแสดงว่ารับรองมติของที่ประชุมสงฆ์หรือรับรองพิธีกรรม หรือสังฆกรรมที่เพิ่งทําเสร็จสิ้นไป เช่น
ในพิธีทอดกฐิน เมื่อเจ้าภาพกล่าวคําถวาวผ้ากฐินแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งจะถามว่าควรจะมอบผ้ากฐินแก่ภิกษุรูปใด
ภิกษุอีกรูปจะเสนอชื่อภิกษุที่สมควรได้รับผ้ากฐิน เมื่อที่ประชุมสงฆ์มีมติเห็นชอบที่จะมอบให้แก่ผู้นั้นแล้ว
จะกล่าวพร้อมกันว่า "สาธุ" / ในการถวายสังฆทาน เมื่อผู้ถวายกล่าวคําถวายสังฆทานแล้ว
พระสงฆ์จะกล่าวว่า "สาธุ"



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Zuletzt bearbeitet:
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
สาธุ (๒)

คําว่า "สาธุ" นอกจากเป็นคําที่พระภิกษุสงฆ์ใช้เปล่งเพื่อแสดงว่าเห็นด้วย ยอมรับว่าเหมาะสมและดีงามแล้ว
ยังเป็นคําที่พุทธศาสนิกชนทั่วไป ใช้เปล่งในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน ดังนี้

๑. เปล่งเมื่อพระภิกษุผู้เป็นหัวหน้าสงฆ์สวดแสดงอานิสงฆ์ของศีล

๒. เปล่งเมื่อพระภิกษุแสดงพระธรรมเทศนาจบ

๓. เปล่งเมื่อพระภิกษุให้พร พุทธศาสนิกชนมักเปล่งคําว่า "สาธุ" ติดต่อกัน ๓ ครั้ง ช้า ๆ
พร้อมกับยกมือที่ประนมไว้ขึ้นเหนือศีรษะ

๔. เปล่งเพื่ออนุโมทนาบุญที่บุคคลได้ทําไปแล้ว




ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
สาธุ (๓)

คำว่า สาธุ นอกจากเป็นคำที่พระสงฆ์ใช้เพื่อแสดงรับรองมติที่ประชุมสงฆ์
และคำที่อุบาสก อุบาสิกาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อแสดงความเห็นด้วยหรือยอมรับแล้ว
ยังใช้ขึ้นต้นหรือลงท้ายคำอธิษฐาน เช่น สาธุ ขอให้ข้าพเจ้าได้พบเนื้อคู่เสียที ขอให้คนที่ทำชั่วจงแพ้ภัยตนเองเร็ว ๆ เถิด สาธุ
คำว่า สาธุ อาจใช้เป็นคำประชดเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งพูดสอนให้ยึดมั่นในศีลธรรมหรือทำสิ่ง ที่ถูกต้องดีงามฟังดูคล้ายกับพระเทศน์
คนฟังก็จะเปล่งคำ สาธุ ล้อเลียน เช่น พอรุ่นพี่บ่นรุ่นน้องเสียยืดยาวเรื่องใช้ไฟฟุ่มเฟือยทำให้โลกร้อน
รุ่นน้องก็พากันพนมมือแล้วร้องว่า สาธุ คำว่า สาธุ ใช้ประสมกับคำอื่นอีกหลายคำ ดังปรากฏในคำว่า สาธุชน สาธุการ สาธุศัพท์ สาธุคุณ



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
เส้นตาย

เส้นตาย เป็นคําที่แปลจากภาษาอังกฤษว่า deadline

หมายความว่า วันหรือเวลาที่กำหนดไว้เป็นเด็ดขาดว่าต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เสร็จ เป็นกำหนดเวลาสุดท้าย
ซึ่งถ้าล่วงเลยเวลานั้นไปจะเกิดผลเสีย เช่น ถูกลงโทษ ถูกปรับ ถูกดำเนินคดี ถูกตัดสิทธิ หรือถูกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่กรณี
เช่น รัฐบาลกำหนดเส้นตายให้ผู้ที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายออกไปภายใน ๗ วัน เมื่อครบเจ็ดวันแล้วผู้ที่ไม่ออกไปจะถูกดำเนินคดี

ในการทำงานอาจกำหนดเส้นตายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเร่งรัดงานให้เสร็จ เช่น วันศุกร์นี้เป็นเส้นตายที่จะต้องส่งวิทยานิพนธ์แล้ว ถ้าไม่ส่งก็ถือว่าหมดสิทธิ์สอบ



ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Jiap

Jiap

Senior Member
Themenstarter
Dabei seit
24.08.2001
Beiträge
2.427
Reaktion erhalten
0
Ort
NRW
ทรยศ

ทรยศ เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า ทุร (อ่านว่า ทุ-ระ) แปลว่า ชั่ว, ยาก, ลำบาก, น้อย, ไม่มี
รวมกับคำว่า ยศ (อ่านว่า ยะ-สะ) แปลว่า เกียรติ, ความยกย่องนับถือ


คำว่า ทรยศ ในภาษาไทย ใช้ในความหมายว่า ไม่มีเกียรติ ไม่ควรได้รับคำยกย่อง เนื่องจากคิดร้ายต่อผู้มีอุปการะหรือกบฏ เช่น ชายคนนั้นทรยศต่อชาติบ้านเมือง ไปร่วมกับพวกก่อการกบฏ พนักงานคนหนึ่งทรยศต่อบริษัทที่เขาทำงานอยู่ นำความลับของบริษัทไปบอกบริษัทคู่แข่ง ทำให้บริษัทที่พนักงานคนนั้นอยู่ ต้องล้มละลายและเลิกกิจการไป


ปัจจุบัน มีผู้ใช้คำว่า ทรยศ ในความหมายว่า ไม่เป็นไปอย่างที่ควร, ไม่เป็นไปตามที่คาด, อาจใช้กับอุปกรณ์หรือเครื่องมือ เช่น วันนี้รถยนต์ของฉันทรยศ ขับมาดี ๆ เครื่องดับ เลยต้องมาแท็กซี่, คอมพิวเตอร์ของฉันทรยศ พิมพ์งานอยู่ดี ๆ ก็ดับไปเฉย ๆ




ที่มา - บทวิทยุรายการ "รู้ รัก ภาษาไทย"
 
Thema:

ศัพท์น่ารู้

Oben