www.thailaendisch.de

Bitte dringend um übersetzung....

Diskutiere Bitte dringend um übersetzung.... im Treffpunkt Forum im Bereich Thailand Forum; Kann mir das bitte jemand übersetzen? Name und adresse..... นาย บุญฤทธิ์ พูลทรัพย์ 25/2 , -, ลานสกา, นครศรีธรรมราช 25/2 หมู่2 ถ กะโรม...
R

Rawaii

Gast
Kann mir das bitte jemand übersetzen?

Name und adresse.....



นาย บุญฤทธิ์ พูลทรัพย์

25/2 , -, ลานสกา, นครศรีธรรมราช
25/2 หมู่2 ถ กะโรม ลานสกา 0-7539-xxxx



Danke schön
 
T

Thai-Robert

Gast
Schade Rawaii ich kann´s leider nicht übersetzen.

Aber ich lasse gerade eine Übersetzung von Deutsch auf Thai machen.

Die Geschichte von Ostern,geschrieben von Beach.Kann man hier lesen.

Die Übersetzung kostet ca.200,- Euro und ist ca. Gründonnerstag in Thai zu lesen.

Und wenn gewünscht werde ich die Ostergeschichte auch für Eure Ladys in´s Nittaya setzen.

Damit Sie an Ostern auch die richtigen Eier suchen.
 
C

Chonburi's Michael

Gast
Ich habe die Ostergeschichte in Thai.. Wer sie will. PM.

Michael.
 
K

Kali

Gast
yunike5ROBERT" schrieb:
...Die Übersetzung kostet ca.200,- Euro und ist ca. Gründonnerstag in Thai zu lesen.
Robert, das ist ja die Kurtaxe für für 100 Tage für Koh Chang :super:
 
C

Chonburi's Michael

Gast
Rawaii" schrieb:
Kann mir das bitte jemand übersetzen?

Name und adresse.....



นาย บุญฤทธิ์ พูลทรัพย์

25/2 , -, ลานสกา, นครศรีธรรมราช
25/2 หมู่2 ถ กะโรม ลานสกา 0-7539-xxxx



Danke schön
Mr. Boomyalit Poomsrap
Lanska, Nakornsrithamarat
Moo 2 Karom Rd., Lanska
 
T

Thai-Robert

Gast
So Ostern ist vorbei,und die teure Ostergeschichte setze ich mal hier rein.
Damit könnt Ihr Ostern so richtig ausklingen lassen. :lol:


ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์

ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ หรือศุกร์ประเสริฐ หรือที่เรียกกันว่าศุกร์สงบเงียบนั้น เป็นวันศุกร์แห่งสัปดาห์อันศักดิ์สิทธิ์ที่คริสตชนต่างตั้งจิตรำลึกถึงการสิ้นพระชนม์ด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขนขององค์พระเยซูคริสต์ ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธ์นี้ ตามพิธีกรรมโรมันทุกวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองด้วยการสรรเสริญนมัสการพระผู้เป็นเจ้าพร้อมด้วยการอ่านเรื่องราวมหาทรมาน การแสดงความเลื่อมใสศรัทธาต่อไม้กางเขนและการรับศิลมหาสนิท
ฝ่ายคริสตจักรนิกายโปรแตสแตนท์นั้นถือกันว่า วันนี้เป็นวันสำคัญสูงสุด มีการถือศิลอดอาหารเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเศร้าโศกโทมนัสภายใต้บรรยาการอันเงียบสงบ เป็นเวลาแห่งการตรึกตรองทบทวนตัวเอง คำว่า”Karfreitag“ หรือศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้อาจมาจากคำว่า “Chara” ในภาษาเยอรมันเก่าแก่ ซึ่งแปลว่าคร่ำครวญหรือโทมนัสนั่นเอง
การถูกตรึงบนไม้กางเขนและการสิ้นพระชนม์ขององค์พระเยซู การที่พระองค์ถูกจับมัด การไต่สวนพระองค์ต่อหน้าปุโรหิตที่ปรึกษาชั้นสูง การส่งตัวพระองค์ขึ้นฟ้องต่อปิลาตผู้สำเร็จราชการโรมัน การเยาะเย้ยถากถางต่อพระองค์ การตัดสินประหารชีวิต การนำพระองค์ไปยัง โกลโกตา และการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์ในเวลาประมาณชั่วโมงที่เก้าในตอนเย็นก่อนวันซับบาธ ทั้งหมดนี้ได้รวมตัวกันเป็นเบื้องหลังที่ทำให้ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นวันหยุดอันสำคัญยิ่งของศาสนจักรตามคัมภีร์ไบเบิล ศาสนจักรฝ่ายปฎิรูป ถือว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เป็นการปลดปล่อยจากบาปและความผิดทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นวันสำนึกบาปอันสำคัญยิ่ง ของชาวคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ในสมัยก่อน มากกว่าวันอื่นๆ
ถึงแม้ในช่วงศตวรรษต้นๆจะไม่มีการประกอบพิธีในโบสถ์เพื่อสรรเสริญนมัสการพระเจ้าในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์นี้ก็จริง แต่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า มีการถือศิลอดอาหารแสดงความทุกข์โทมนัสในวันศุกร์และเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ในศตวรรตที่สี่ได้ปรากฎหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการเฉลิมฉลองสรรเสริญนมัสการพระเจ้าในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์และในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์มีการสรรเสริญนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ชั่วโมงที่เก้าเป็นต้นไป (เริ่มนับชั่วโมงแรกเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น) จนถึงกลางคืน

ชาวเยรูซาเลมถือได้ว่าเป็นต้นคิดในการเฉลิมฉลองศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ การเฉลิมฉลองของที่นั่นจะเริ่มขึ้นในท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน เมื่อมีเสียง”ไก่โห่ครั้งแรก” จะมีการเคลื่อนขบวนแห่ไปยังสวนเก็ชเซมาเน (Getsemani) เพื่อฟังการอ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ว่าด้วยการถูกจับของพระเยซู เมื่อขบวนเคลื่อนกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งหนึ่งในเวลาใกล้รุ่ง ประชาชนก็จะรวมตัวกันที่ ในโสถ์ไม้กางเขน และฟังการอ่านพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูทรงถูกไต่สวนต่อหน้าปิลาต และก่อนที่พระอาทิตย์ขึ้นนั้นเอง ทุกคนจะสวดอ้อนวรณ์ตรงหน้าเสาต้นหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ที่พระเยซูถูกมัดและถูกโบยตีด้วยแซ่ และจากประมาณชั่วโมงที่สองประมาณเวลาแปดนาฬิกาเป็นต้นไปจนถึงชั่วโมงที่หกเป็นการกล่าวสรรเสริญสักการะบูชาไม้กางเขน จากชั่วโมงที่หกเรื่อยไปจนกระทั่งถึงชั่วโมงที่เก้าเป็นพิธีสรรเสริญนมัสการพระเจ้าซึ่งประกอบไปด้วยสุดยอดแห่งพิธีกรรมคือการอ่านบทความเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ โยฮันเนส หลังจากนั้นชาวคริสต์ก็จะพากันไปยังโบสถ์แห่งการฟื้นจากความตาย เพื่ออ่านคัมภีร์ใหม่ว่าด้วยการวางพระศพของพระเยซูคริสต์
ส่วนในโรมนั้นเป็นที่สันนิษฐานกันว่าได้มีการแห่ขบวนพิธีตามแบบอย่างของชาวเยรูซาเลมตั้งแต่ศตวรรษที่เจ็ดจากโบสถ์ลาเทรานบาสิลิคา ไปยังโบสถ์ “ไม้กางเขนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งเยรูซาเลม” ซึ่งเป็นที่ที่มีการสักการะบูชาไม้กางเขนที่ได้นำเข้ามา และในศวรรษที่เจ็ดนี้อีกเช่นกันที่ได้เกิดมีขนบธรรมเนียมการนำพิธีสรรเสริญนมัสการพระเจ้าและการรับศิลมหาสนิทมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ครั้นถัดมาในสมัยปลายๆของยุคกลาง ขบวนแห่พิธีศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการแสดงละครให้เห็นฉากมหาทรมานต่างๆจากพระคัมภีร์ใหม่เพิ่มขึ้น
ก่อนถึงเทศกาลอีสเตอร์ จะมีเทศกาลการถือศิลอดหรือเทศกาลมหาพรตเป็นระยะเวลา ๔๐ วัน โดยเริ่มจากวันพุธรับเถ้า (Aschermittwoch) คำว่าเทศกาลถือศิลอดนี้กำหนดให้มีนัยอย่างเดียวกันกับคำว่ามหาทรมานของศัพท์ทางคริสตจักร มหาทรมานเป็นการบรรยายถึงการประสบเคราะห์กรรมของพระเยซูคริสต์ คริสตชนจะรำลึกถึงผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจากมหาทรมานของพระเยซูคริสต์และถือเอาการปฎิบัติของพระองค์เป็นแบบอย่างในทางปฎิบัติ ดังนั้นการถือศิลอดอาหารก่อนเทศกาลอีสเตอร์จึงเป็นการฝึกฝนจิตวิญญาณให้มีความพร้อมต่อชีวิตที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบสืบไป

เทศกาลถือศิลอดอาหารนี้มีระยะเวลารวมทั้งหมดสี่สิบวัน และเนื่องจากไม่มีการถือศิลอดอาหารในวันอาทิตย์ วันถือศิลอดจึงนับเฉพาะวันทำงานเท่านั้น การถือศิลอดจะเริ่มจากวันพุธรับเถ้า และสิ้นสุดในวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ เลขจำนวน ๔๐ นี้มีความสำคัญมากที่เดียวในคัมภีร์ไบเบิล และการถือศิลอดอาหารเป็นเวลาสี่สิบวันมีก็มีที่มาจากการสวดมนต์อธิษฐาน-อดพระกระยาหารของพระเยซูคริสต์เป็นเวลาสี่สิบวัน หลังจากพิธีล้างบาปของพระองค์ในแม่น้ำจอร์แดนที่พระองค์ได้กำหนดขึ้นนั่นเอง
แต่ก็ยังมีช่วงเวลาที่สำคัญอื่นๆอีกมากมายที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิล ตัวอย่างเช่นเรื่องน้ำท่วมโลก(Sintfluß) และระยะเวลาที่โมเสส พักอยู่บนเทือกเขาไซไน ก็เป็นเวลาสี่สิบวันเช่นเดียวกัน
การถือศิลอดอาหารเพื่อเป็นการเตรียมตัวรอรับเทศกาลอีสเตอร์นั้นเป็นประเพณีที่ปฎิบัติกันมาช้านาน ในศตวรรษที่สองได้มีการถือศิลอดอาหารก่อนวันคืนพระชนม์ในวันอาทิตย์หรือวัน
อีสเตอร์ (Ostersonntag) เป็นเวลาสองวัน ในระหว่างการถือศิลอดอาหารนี้ชาวคริสต์จะงดบริโภคเนื้อหรือสัตว์เลือดอุ่นชนิดต่างๆ และไม่ดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขาจะทานอาหารเพียงมื้อเดียวในตอนเย็น และตัดรายการอาหารพวกนม เนยเนยแข็งและไข่ออก ส่วนชาวคริสต์ในยุคกลางนั้นเกือบจะไม่ได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารเลย ในขณะที่ในช่วงแรกของการถือ
ศิลอดอาหารเป็นการแสดงออกถึงความทุกข์โทมนัสต่อการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู ในช่วงหลังจะเป็นการรำลึกถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อการไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ของพระองค์ สีที่ใช้ประจำคริสตจักรระหว่างการถือศิลอดอาหารนี้คือสีม่วง เพราะสีม่วงเป็นสีแห่งการรับโทษเพื่อไถ่บาป การสวดมนต์อธิษฐานและการสำนึกบาป นอกจากนี้สีม่วงยังเป็นสัญญลักษณ์แสดงถึงมหาทรมานของพระเยซูเจ้า ด้วยพระเยซูเจ้าได้สรวมใส่ เสื้อคลุมสีม่วงขณะเดินทางไปสู่การถูกจับตรึงบนไม้กางเขนของพระองค์ พวกเขาได้สรวมใส่เสื้อคลุมนี้ให้แก่พระองค์เพื่อจะได้เยาะเย้ยถากถางพระองค์ ผู้ที่ต้องการรับศิลล้างบาปใหม่ในช่วงอีสเตอร์นั้น จะต้องสรวมใส่เสื้อผ้าสีม่วงเพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งการรับโทษ และเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ต่อการยกโทษบาป พวกเขาจะถอดเสื้อผ้าสีม่วงเหล่านี้ก็ต่อเมื่อในคืนวันอีสเตอร์

ปัจจุบันนี้การถือศิลอดส่วนใหญ่ในช่วงอีสเตอร์จะไม่มีการงดการรับประทานและการดื่ม แต่เหล่าคริสตชนจะให้ความสำคัญกับการปฎิบัติอย่างมีประโยชน์สุขต่อสิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้ การสวดมนต์และการระลึกตั้งสติไว้ในความเชื่อจะช่วยขัดเกลาจิตสำนึกให้สูงส่งยิ่งขึ้นเพื่อเป็นรากฐานสำหรับชีวิตที่มีความรับผิดชอบ ผู้คนจำนวนมากงดอาหารประเภทเนื้อและ ของหวาน พวกเขาจะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่และไม่เสพเครื่องดองของเมา หลายคนบริจาคเงินให้แก่องค์กรสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ในปัจจุบันนี้วันถือศิลอดอาหารที่แท้จริงและเคร่งครัดคือวันพุธรับเถ้าและวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ตามประเพณีดั้งเดิมจะมีการรับประทานปลาแฮริ่งในวันพุธรับเถ้าแทนเนื้อ เชื่อกันว่ารสเปรี้ยวของปลาจะชำระร่างกายให้สะอาด แต่อย่างไรก็ดีทุกวันนี้ได้มีอาหารทะเลชนิดอื่นๅเข้ามาแทนที่ปลาแฮริ่งราคาถูกๆมากขึ้นทุกที หลังจากการกำหนดปีทางคริสจักรใหม่ในปีคศ.๑๙๖๙ การถือศิลอดในปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสก่อนศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Gründonnerstag) ถึงกระนั้นก็ตาม การถือศิลอดอาหารก็ยังได้รับการปฏิบัติจากประชาชนทั่วไปในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ดูเหมือนว่าเลขจำนวน ๔๐ นี้จะถูกเลือกเอาตามอำเภอใจ


เทศกาลอีสเตอร์

เทศกาลที่สำคัญที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของชาวคริสต์คือเทศกาลอีสเตอร์ การเฉลิมฉลองวันอีส เตอร์ของแต่ละโบสถ์จะไม่ตรงกัน และแต่ละโบสถ์ก็จะเน้นความสำคัญของพิธีกรรมแตกต่างกันออกไป เดิมทีเดียวคริสตชนจะเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ทุกๆวันอาทิตย์ เทศกาลอีสเตอร์ประจำปีจะเริ่มขึ้นติดต่อจากเทศกาลปัสกาของชาวยิว เนื่องจากพระเยซูคริสต์ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนในตอนเย็นก่อนวันปัสกาหนึ่งวันและได้คืนพระชนม์ขึ้นมาในวันที่สาม เดิมทีเดียวเทศกาลปัสกาเป็นเทศกาลเก็บเกี่ยว หากแต่ได้กลายเป็นวันที่ระลึกการแยกอิสราเอลเป็นอสิระออกจากประเทศอียิปต์ เทศกาลปัสกาตามปฏิทินทางจันทรคติของบาบิโลน ที่ตรงกับวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำของเดือนแรกของปีนั้น จะไม่ตรงกันทุกปี และเพื่อเป็นการแยกเทศกาลอีสเตอร์ของชาวคริสต์ออกจากเทศกาลปัสกา สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักรทั่วโลกได้ประชุม และมีมติแน่นอนในปี ๓๒๕ให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีส เตอร์ให้ตรงกันในวันอาทิตย์หลังจากวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำครั้งแรกของฤดูใบไม้ผลิ

ชื่อออสเทอร์น (Ostern)ในภาษาเยอรมันที่มีการกล่าวว่าเป็นคำที่เพี้ยนมาจากชื่อของเทพธิดาแห่งฤดูใบไม้ผลิของชาวเกอร์มาเนีย ออสเทรา (Ostera) นั้น ยังไม่เป็นที่พิสูจน์ได้แน่ชัด ส่วนทฤษฎีที่ว่า ออสเทอร์นเป็นประเพณีนอกศาสนา แต่ได้ถูกหล่อหลอมรูปฟอร์มภายนอกทำให้กลายเป็นประเพณีของชาวคริสต์นั้น เพิ่งจะเกิดมีขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า และได้ถูกพวกฟาสซิสต์นำไปเป็นข้อโฆษณาชวนเชื่อ การอธิบายทั้งสองแง่ ทั้งแง่ที่เกี่ยวกับทางคริสศาสนาและแง่ที่ว่าด้วยประเพณีนอกศาสนา หากพิจารณาอย่างเป็นกลาง จะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้ทั้งสองกรณี ถึงแม้จะมีความหมายที่ขัดแย้งกันอย่างแรงก็ตาม การฉลองเทศกาลเทพธิดาออสเทรานั้นจะเป็นการเฉลิมฉลองผืนดินใหม่ที่มีสีเขียวขจีและความรัก (แสงสีแดงเรื่อแห่งรุ่งอรุณ) เพราะกลางวันในฤดูกาลนั้นยาวกว่ากลางคืน และฤดูใบไม้ผลิได้ย่างเข้ามาแทนที่ฤดูหนาว ธรรมชาติได้ตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลที่ยาวนานอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นไปได้ว่าในระหว่างเทศกาลนี้มีประเพณีการบริจาคทานด้วยการฝังไข่ในดิน การให้ไข่เป็นของ ขวัญและมีการกินไข่ และแล้วเทศกาลนอกศาสนาออสเทราจึงถูกสรวมด้วยเสื้อคลุมของศาสนจักรในที่สุด
แต่สิ่งที่มีความเป็นไปได้มากกว่านั้นก็คือ “ออสเทอร์น” น่าจะมีความเกี่ยวพันมากที่สุดกับคำว่า
“ออสเทน” (ทิศตะวันออก) ซึ่งเป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น ในสมัยก่อนหลายๆแห่งได้กำหนดวันอีส เตอร์เป็นวันเริ่มปีใหม่ ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่นอกจากจินตนาการความเชื่อต่างๆในทางคริสศาสนา ในเรื่องของการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการคืนพระชนม์จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสำคัญแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของประเพณีในฤดูใบไม้ผลิอีกมากมาย การเผชิญกันระหว่างชีวิตและความตาย การแตกดับและการเริ่มชีวิตใหม่ การถือศิลอดอาหารและความสุรุ่ยสุร่าย ความล่มจมและการไถ่บาป

คัมภีร์ของคริสตศาสนาได้กล่าวไว้ว่า ดวงตาของหญิงที่ได้พบหลุมฝังพระศพอันว่างเปล่าของพระเยซูคริสต์เป็นอันดับแรกนั้น ต่างมองมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออก อันเป็นทิศทางที่พระอาทิตย์ขึ้น เพราะพวกเธอเชื่อว่า พระเยซูเจ้าจะกลับมาสู่โลกจากทิศทางนั้น ดังนั้นการมองไปทางทิศตะวันออกจึงถูกแปรความให้สัมพันธ์กันกับการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และด้วยเหตุนี้เองอีกเช่นกันที่โบสถ์แห่งคริสตศาสนาถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
อีสเตอร์หรือออสเทอร์นเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญมากที่สุ$
 
T

Thai-Robert

Gast
Kein Problem :nixweiss: ..... Die Ostergeschichte von Beach.

Hier einiges zum Thema Ostern,für alle die es vergessen haben was Ostern eigentlich ist

KARFREITAG

Der Karfreitag, auch Stiller Freitag genannt, ist der dem Gedächtnis des Kreuzestodes Jesu gewidmete Freitag der Karwoche. Der römische Ritus feiert den Karfreitag heute durch einen Wortgottesdienst mit Verlesung der Passionsgeschichte, einer Kreuzverehrung und eine Kommunionfeier. In der evangelischen Kirche ist er höchster Feiertag. Er wird als Fasttag und im Zeichen der Trauer in Stille und Besinnlichkeit begangen. Wahrscheinlich leitet sich das Wort Karfreitag vom althochdeutschen Begriff "chara" ab, was Klagen oder Trauer bedeutet.
Die Kreuzigung und der Tod von Jesus, seine Gefangennahme, die Verhörung vor dem Hohen Rat, die Überstellung an den römischen Statthalter Pilatus, seine Verspottung, die Verurteilung zum Tod, die Verbringung nach Golgota und sein Kreuzigungstod um die neunte Stunde am Rüsttag vor dem Sabbat bilden den biblischen Hintergrund des Karfreitags als hohen kirchlichen Feiertag. Die Reformatoren sahen im Tod Jesu die Erlösung aus Sünde und Schuld. Deshalb galt der Karfreitag früher für die evangelischen Christen als strenger Bußtag.
Zwar wurde in den ersten Jahrhunderten der Karfreitag gottesdienstlich nicht begangen, wohl ist aber für Karfreitag und Karsamstag das Trauerfasten bezeugt. Im 4. Jahrhundert finden sich Hinweise auf gottesdienstlichen Feiern in der Karwoche und am Karfreitag in Form von Gottesdiensten von der neunten Stunde an (von Sonnenaufgang an gerechnet) bis in den Abend.
Die Jerusalemer Gemeinde bildete das Vorbild für die Ausgestaltung des Karfreitags. Dort begann beim "Hahnenschrei" im nächtlichen Dunkel eine Prozession nach Getsemani mit dortiger Verlesung des Evangeliums von der Gefangennahme Jesu. Nach der Rückkehr in die Stadt in der Morgendämmerung versammelte man sich in der Kreuzeskirche und hörte das Evangelium vom Verhör Jesu vor Pilatus. Noch vor dem Sonnenaufgang betete man bei jener Säule, an welcher Jesus gegeißelt wurde sein soll. Etwa von der zweiten Stunde gegen acht Uhr bis zur sechsten Stunde dauerte die Verehrung der Kreuzesreliquie. Von der sechsten bis zur neunten Stunde wurde in der Kreuzkirche ein Wortgottesdienst mit dem Höhepunkt der Verlesung des Berichtes vom Tod Jesu aus dem Johannesevangelium gehalten. Anschließend ging man in die Auferstehungskirche zur Lesung des Evangeliums von der Grablegung Jesu.


In Rom ist eine vermutlich nach Jerusalemer Vorbild seit dem 7. Jahrhundert abgehaltene Prozession von der Lateranbasilika zur Kirche "Vom heiligen Kreuz in Jerusalem", wo man eine mitgeführte Kreuzesreliquie verehrte, bezeugt. Ebenfalls im 7. Jahrhundert kam der Brauch auf, den Wortgottesdienst mit einer Kommunionfeier (keine Heilige Messe!) zu verbinden. Im ausgehenden Mittelalter entwickelten sich Karfreitagsprozessionen, in denen wie im Passionsspiel die verschiedenen Szenen aus den Leidensevangelien dargestellt wurden.


Vor der Osterzeit liegt die Fastenzeit auch Passionszeit genannt, die 40 Tage andauert und am Aschermittwoch beginnt. Die Bezeichnung Fastenzeit ist mit dem kirchlichen Begriff Passionszeit gleichzusetzen. Die Passionszeit beschreibt die Leidenszeit von Jesus Christi. Der Gläubige wird in der Passionszeit an das Wirken Jesu erinnert und soll sein Handeln nach seinem Vorbild ausrichten. Die Fastenzeit vor Ostern soll das Bewußtsein schärfen für ein verantwortungsvolles Leben.
Die Fastenzeit dauert vierzig Tage. Da an Sonntagen nicht gefastet wird und nur Werktage als Fastentage gezählt werden, beginnt die Fastenzeit mit dem Aschermittwoch und endet mit dem Karsamstag. Die Zahl 40 hat in der Bibel eine große Bedeutung. Die Fastentage leitet sich von der vierzigtägige Gebets- und Fastenzeit ab, die sich Jesus nach seiner Taufe im Fluß Jordan selbst auferlegt hatte. Aber auch viele wichtige Zeitperioden, die in der Bibel beschrieben werden, wie zum Beispiel die Sintflut und die Zeit, die Moses auf dem Berg Sinai verbrachte, dauerten 40 Tage.
Das Fasten als Vorbereitung auf das Osterfest hat eine lange Tradition. Bereits im 2. Jahrhundert wurde vor dem Ostersonntag zwei Tage gefastet. Man verzichtete während der Fastenzeit auf das Fleisch von warmblütigen Tieren und auf Alkohol. Später begnügte man sich mit nur einer Mahlzeit am Abend und strich zusätzlich Milch, Butter, Käse und Eier vom Speiseplan. Im Mittelalter durfte man fast gar keine Nahrung zu sich nehmen.
Während der erste Teil der Passionszeit im Zeichen der Trauer stehen, soll im zweiten Teil der Erlösung der Menschheit durch den Opfergang Christi gedacht werden. Die kirchliche Farbe der Passionszeit ist das Violett. Sie ist die Farbe der Buße, des Gebetes und der Besinnung. Außerdem beschreibt sie das Leiden Jesus Christi. Er trug einen Purpurmantel auf dem Weg zu seiner Kreuzigung. Er wurde ihm zum Spott umgehängt. Taufbewerbern, die zur Osternacht getauft werden sollten, mußten violette Kleidung als Zeichen ihrer Buße tragen. Als symbolische Vergebung der Sünden durften sie diese Kleidung in der Osternacht wieder ablegen.




Heute wird während der österlichen Fastenzeit meist nicht mehr auf Essen und Trinken verzichtet, sondern der Gläubige konzentriert sich in dieser Zeit viel mehr auf den sinnvollen Umgang mit den Gaben Gottes und der Schöpfung. Durch das Gebet und die Besinnung auf Glauben soll das Bewußtsein geschärft werden für ein verantwortungsvolles Leben. Viele Menschen verzichten auf Fleisch, Süßigkeiten, Zigaretten, Alkohol oder andere Genußmittel. Andere spenden Geld für Hilfsorganisationen. Heute sind nur noch der Aschermittwoch und der Karfreitag strenge Fastentage. Traditionell wird am Aschermittwoch Hering gegessen, als Alternative zum Fleisch. Der saure Fisch sollte den Körper entschlacken. Allerdings haben heute andere Meerestiere den "billigen" Heringsschmaus fast verdrängt. Im Jahre 1969 wurde das Kirchenjahr neu geordnet. Die Fastenzeit endet heute bereits am Gründonnerstag. Trotzdem wird am Karfreitag gefastet. Die Zahl der 40 Fastentage scheint so willkürlich gewählt.

DAS OSTERFEST




Das höchste und älteste Fest der christlichen Kirchen ist Ostern. Allerdings wird Ostern nicht von allen Kirchen zum selben Termin und der gleichen Hervorhebung begangen. Ursprünglich feierten die Christen jeden Sonntag als Gedenktag der Auferstehung Christi. Das jährliche Osterfest, bildete sich in Anschluß an das jüdische Passahfest, da Jesu am Vorabend von Passah gekreuzigt wurde und am dritten Tag von den Toten auferstand. Passah war ursprünglich ein Erntefest, wurde dann aber zum Fest der Erinnerung an den Auszug Israels aus Ägypten. Das Passahfest, das nach dem babylonischen Mondkalender mit der Vollmondnacht des ersten Monats im Jahr übereinstimmte, konnte auf verschiedene Wochentage fallen. Um das christliche Oster- vom Passahfest zu unterscheiden, beschloß das nizäische Konzil im Jahre 325 das höchste christliche Fest einheitlich am Sonntag nach dem ersten Frühlingsvollmond zu feiern.
Die Ableitung des Namens Ostern von dem Namen der germanischen Frühlingsgöttin Ostera ist nicht beweisbar. Die Theorie, Osten als einen ursprünglich heidnischen, aber christlich überformten Brauch zu deuten, entstand erst im 19. Jahrhundert und wurde später durch den Nationalsozialismus propagiert. Beide Erklärungsmodelle, das christliche wie das heidnische können jedoch, unparteiisch betrachtet, trotzt Deutungszwistigkeiten nebeneinander existieren. Zum Fest der Göttin Ostera wurde die frische, grünende Erde und die Liebe (Morgenröte) gefeiert, denn die Tage sind zu diesem Zeitpunkt länger als die Nächte und der Frühling hat sich gegenüber dem Winter durchgesetzt. Die Natur ist also erwacht. Wahrscheinlich wurden während des Festes als Opferbrauch Eier vergraben, Eier verschenkt und gegessen. Das heidnische Fest der Ostera wurde schließlich mit einem christlichen Gewand ummantelt.
Vielmehr jedoch scheint Ostern mit Osten, der Himmelsgegend des Sonnenaufgangs, in Beziehung zu stehen. Lange Zeit galt Ostern vielerorts auch als Jahresanfangstermin, an den sich neben christlichen Glaubensvorstellungen von Kreuzigung und Auferstehung zahlreiche Frühlingsbräuche lehnen, die Begegnung zwischen Tod und Leben, Vergehen und neuem Wachstum, Fasten und Verschwendung, Untergang und Erlösung thematisieren. In der christlichen Lehre richteten sich die Blicke der Frauen, die zuerst am leeren Grab Jesu standen, nach Osten zum Sonnenaufgang, denn sie glaubten Jesu kommt von dort auf die Erde zurück. Somit verbindet sich Blick nach Osten mit der Auferstehung Christi. Aus diesem Grund sind die Kirchen auch nach Osten ausgerichtet.
Ostern ist das theologisch bedeutendste Fest der Christenheit. Es ist die Feier der Auferweckung Jesu aus dem Tod. Seit dem dritten Jahrhundert ist die Osternacht zugleich auch der Termin der jährlichen Taufnacht. In den ersten beiden Jahrhunderten ist der Festtag keineswegs festgelegt. Weitverbreitet war die Osterfeier am 14. Nissan, dem Paschafesttermin des jüdischen Kalenders. Andere betonten bewußt die sonntägliche Feier, um sich von der jüdischen Tradition schärfer abzusetzen. Das Konzil von Nizäa (325) bestimmte schließlich den ersten Sonntag nach dem ersten Vollmond nach Frühlingsbeginn zum Auferstehungsfest.
Während im romanischen Sprachgebrauch die ursprüngliche Bezeichnung des Passahfestes begriffsbildend für das Auferstehungsfest wurde, verwendete man im angelsächsischen und deutschen Sprachraum den mit "aurora" bedeutungsgleichen altenglischen Begriff "eastron" bzw. das althochdeutsche "ostarum", aus dem sich das heutige "easter" bzw. Ostern entwickelte.
Im Christentum dauert die Osterzeit 49 Tage bis Pfingsten. Vor der Osterzeit liegt die Passionszeit, welche mit Aschermittwoch beginnt. Der Karfreitag und der Ostersonntag sind die wichtigsten Feiertage im Kirchenjahr. Im Mittelpunkt der Liturgie der katholischen Kirche steht die Feier der Osternacht (Karsamstag auf Ostersonntag) mit Lichterfeier (Segnung des Osterfeuers, Entzündung der Osterkerze, Einzug mit der Osterkerze in die Kirche), Wortgottesdienst, Tauffeier mit Erneuerung des Taufversprechens und Eucharistiefeier. Der Ostermontag schließt das Osterfest ab.


DER OSTERHASE

Als besonders populäres Requisit der Osterbräuche gilt der Osterhase. Er ist allerdings als österlicher Eierbringer erst seit Mitte des 17. Jahrhunderts bekannt. In der Reformationszeit machten evangelische Familien den Osterhasen zum Eierlieferanten. In einer medizinischen Abhandlung von Georgius Francus wird er erstmals erwähnt. Populär wurde der Osterhase jedoch erst um das 19. Jahrhundert durch Bilderbücher zum Osterfest und durch die Schokoladen und Spielzeugindustrie. Es dauerte jedoch noch einige Zeit bis sich der Brauch auch in der Landbevölkerung aufgrund der besseren Kenntnisse über den Hasen durchsetzte. Wie kam jedoch die Verbindung zwischen Ostern und Hase zu stande?
Der Hase gilt als Mondtier. Das Osterfest fällt stets auf den ersten Sonntag des Frühlingsvollmondes. Zudem ist der Hase das Sinnbild der Fruchtbarkeit. Er ist der Liebesgöttin Aphrodite und der Fruchtbarkeitsgöttin Ostera (siehe auch "Das Osterfest") als heiliges Tier zugeordnet. Außerdem beweist der Hase seine Fruchtbarkeit durch seine starke Vermehrung selbst.
Da er im Frühling auf der Suche nach Nahrung in die Nähe der Gärten und Häuser der Menschen kommt und Ostereier keine gewöhnlichen Eier sind, war es naheliegend, den Hasen für die Ostereier verantwortlich zu machen. Der Hase wurde früher auf österlichen Bildbroten gelegentlich neben einem Ei abgebildet. Im Mittelalter galt der Gründonnerstag als Abgabe- und Zinstermin. Mit der letzten Entrichtung von Zins und Abgaben war - zumindest für einen Monat - der Schuldner frei bis das neue Schuldenjahr begann. Der freie Schuldner wurde mit einem Hasen verglichen, der nicht vom Hund gehetzt wurde. Eine andere Überlieferung gibt an, das die Gläubiger nicht nur mit Eiern, sondern auch mit Hasen bezahlt worden sind.
Man hat außerdem versucht, den Osterhasen mit Psalm 104,18 in Verbindung zu bringen. Dort ist von "Klippdachsen" die Rede. In alten Übersetzungen wurde jedoch dafür das Wort "Hase" oder "Kaninchen" verwendet. Der Osterhase war wohl zunächst vorwiegend bei evangelischen Familien bekannt, weil es bei ihnen üblich war, die Ostereier zur Verschleierung ihrer Herkunft zu verstecken. Man erfand den Osterhasen, um den Auswüchsen des katholischen Osterglaubens zu begegnen.
Da die Henne als Eierbringer nicht glaubhaft war, da sie keine bunten, verzierten Eier legen konnte und der Hase ihr gegenüber flinker ist, wurde der Hase von den Eltern gegenüber den Kindern zum Ostereierlieferanten gemacht. Ein kleiner Hase ist zudem wesentlich niedlicher als ein Huhn. Da die Erwachsenen das Geheimnis des eierlegenden Langohrs so lange wie möglich vor ihrem Nachwuchs zu hüten versuchten, kam es zum Versteckspiel, sollte er doch bei seiner widernatürlichen Tätigkeit des Eierlegens nicht beobachtet werden können. Erst seit der Erfindung des Osterhasen werden Ostereier deshalb versteckt. Heutzutage kommt der Osterhase am Ostersonntag zu den Kindern und versteckt nicht nur Ostereier sondern auch Süßigkeiten und Spielzeug.

So und jetzt können wir uns auf nächste Ostern freuen :wink:
 
Thema:

Bitte dringend um übersetzung....

Bitte dringend um übersetzung.... - Ähnliche Themen

  • Bitte dringend um Hilfe!!!

    Bitte dringend um Hilfe!!!: Meine Freundin lebt seit 9 Jahren in Deutschland und war schon über 5 Jahre mit einem deutschen Man verheiratet. Sie hat eine unbefristete...
  • Wer in Bangkok ist, bitte Blut (Gruppe B) für Nong Chin spenden....dringend !

    Wer in Bangkok ist, bitte Blut (Gruppe B) für Nong Chin spenden....dringend !: 'Nong Chin' braucht nach einem schweren Autounfall (beide Elternteile starben) Spenderblut der Gruppe B. Nong Chin hat eine neue Leber bekommen...
  • Dringende Visa Frage . Bitte um schnelle Antwort .

    Dringende Visa Frage . Bitte um schnelle Antwort .: also meine problem . ich bin zzt. mit einem non imigrant ed visa / single entry in thailand ,seit dem 12 juli. das visa müsste um den 11...
  • Bitte dringend Hilfe wegen verschobener Abflugzeit

    Bitte dringend Hilfe wegen verschobener Abflugzeit: Hallo Forum, Mich hat heute fast der Schlag getroffen als ich gesehen habe das Thai Air den gebuchten Flug für meine Freundin um 18 Stunden...
  • Brauche dringend Tips.....bitte helft mir

    Brauche dringend Tips.....bitte helft mir: hallo, ich möchte gern meine freundin nach deutschland holen.es würde mir schon reichen wenn sie nur für ein paar wochen kommen würde,für längere...
  • Brauche dringend Tips.....bitte helft mir - Ähnliche Themen

  • Bitte dringend um Hilfe!!!

    Bitte dringend um Hilfe!!!: Meine Freundin lebt seit 9 Jahren in Deutschland und war schon über 5 Jahre mit einem deutschen Man verheiratet. Sie hat eine unbefristete...
  • Wer in Bangkok ist, bitte Blut (Gruppe B) für Nong Chin spenden....dringend !

    Wer in Bangkok ist, bitte Blut (Gruppe B) für Nong Chin spenden....dringend !: 'Nong Chin' braucht nach einem schweren Autounfall (beide Elternteile starben) Spenderblut der Gruppe B. Nong Chin hat eine neue Leber bekommen...
  • Dringende Visa Frage . Bitte um schnelle Antwort .

    Dringende Visa Frage . Bitte um schnelle Antwort .: also meine problem . ich bin zzt. mit einem non imigrant ed visa / single entry in thailand ,seit dem 12 juli. das visa müsste um den 11...
  • Bitte dringend Hilfe wegen verschobener Abflugzeit

    Bitte dringend Hilfe wegen verschobener Abflugzeit: Hallo Forum, Mich hat heute fast der Schlag getroffen als ich gesehen habe das Thai Air den gebuchten Flug für meine Freundin um 18 Stunden...
  • Brauche dringend Tips.....bitte helft mir

    Brauche dringend Tips.....bitte helft mir: hallo, ich möchte gern meine freundin nach deutschland holen.es würde mir schon reichen wenn sie nur für ein paar wochen kommen würde,für längere...
  • Oben