Seite 2 von 2 ErsteErste 12
Ergebnis 11 bis 20 von 20

ส้มตำ.....:-d

Erstellt von Noi, 08.05.2003, 22:15 Uhr · 19 Antworten · 9.070 Aufrufe

  1. #11
    aed
    Avatar von aed

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีค่ะคุณ หน่อย .....ไอ้ความเป็นมาของส้มตำเนี่ยแอ๊ตก็ไม่ทราบเหมือน กันนะค่ะว่าไปยังงัยมา ยังงัยถึงได้เป็นส้มตำ แต่ขอบอกอยากทานมากเลยล่ะค่ะ คิดถึงส้มตำทุกวันเลยอ่ะ

  2. #12
    Noi
    Avatar von Noi

    Re: ส้มตำ.....:-D

    บ่เป็นยั๋งดอกจ๊ะน้องเอ๊ด .... วันนี้ลูกสาวบอกอยากกินส้มตำไทยแครอทกับขนมจีน คุณแม่ชอบอยู่แล้วเลยบ่มีปัญหา ตอนนีทำขนมจีนเอาไว้แล้ว ออกไปเดินกับหมา กลับมาแล้วจะตำส้มตำให้ลูกๆกินดูหนังรอบดึกกันค ่ะ

    พี่หน่อย

    เคยกินส้มตำแครอทไหม? ลองตำดูนะอร่อยดีเหมือนกัน

  3. #13
    Avatar von Jang

    Registriert seit
    10.02.2004
    Beiträge
    9

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีคะพี่หน่อย แจงเพื่งเป็นสมาชิกได้ไม่นานคะ ส่วนแอ๊ตเองแจงก็ไม่รู้ว่ารุ่นไหน
    ตําแครอท แจงเพิ่งตํากินเมื่อเช้านี้เองคะ แต่ผสมกับ โคราบี่ (แซบคือกัน)
    ยังไงแอ๊ตก็ลองดูนะคะ
    แจง


  4. #14
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีค่ะคุณหน่อย น้องแจง น้องแอ๊ต

    ช่วงนี้ตําส้มตําแครอทกินทุกเที่ยงเลย แซ่บอีหลี
    ชักอยากจะกินตําขนมจีนแล้วซิ ไม่รู้เป็นไร ได้ไอเดียทําอะไรกินจากคุณหน่อยทุกที

  5. #15
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีตอนคํ่า ๆ คุณหน่อยและทุกน้อง ๆ

    กินส้มตําทุกเที่ยงวัน วันนี้นั่งนึก ๆ ดู คิดว่าส้มตํานี่น่าจะมีต้นกําเนิดมาจากภาคอิสานบ้านเ รานะ แล้วก็เป็นที่นิยมกินกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย จากนั้นก็เป็นที่เลื่องลือระดับนานาชาติ พอ ๆ กับต้มยํากุ้ง ผัดไทย และอาหารชนิดอื่น ๆ

    ไร้สาระไปไหมเนี่ย


  6. #16
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: ส้มตำ.....:-D

    ของนอก: สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

    ในฐานะ "คนอีสาน" ค้างคาใจมาตลอด ว่า ตำบักหุ่ง หรือตำหมักหุ่ง หรือ ตำส้ม ซึ่งเป็น "อาหารจานหลัก" บ้านเฮา และแพร่ไปทั่วประเทศในวันนี้ มีความเป็นมาอย่างไร ใครเป็นเจ้าตำรับ

    คนคนนี้น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็น "มหาขวัญใจคนอีสาน" ตลอดกาล

    ที่ผ่านมา มีข้อสันนิษฐานต่างๆ มากมาย ซึ่งก็รับฟังเอาไว้ แต่ยังไม่ "แซ่บหลาย" สักที

    อ่านหนังสือ "พรรณพืช ในประวัติศาสตร์ไทย" ของ ดร.สุรีย์ ภูมิภมร แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน สำหรับเมนูตำบักหุ่ง

    เพราะในหนังสือได้พูดถึงพืชที่เป็นองค์ประกอบสำคัญขอ งอาหารจานนี้ คือ มะละกอ และพริก เอาไว้มากพอสมควร

    แม้ยังไม่รู้อยู่นั่นเองว่า ตำบักหุ่ง มันเริ่มขึ้นมาเมื่อใด

    แต่ก็พอเห็นเค้า ๆ อยู่

    ทั้ง "มะละกอ" และ "พริก" ถือเป็น "ของนอก" ทั้งคู่

    ดร.สุรีย์ ให้ข้อมูลว่า คนที่ทำให้พริกแพร่หลายในโลกคือ ปีเตอร์ มาร์ทิล ซึ่งเป็นลูกเรือของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา นั่นเอง โดย ปีเตอร์ มาร์ทิล ได้เอาพริกจากทวีปอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิ ด ไปปลูกที่สเปน เมื่อประมาณปี พ.ศ.2096 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบที่ 3 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิของกรุงศรีอยุธยา

    ต่อมาชาวสเปนและชาวโปรตุเกส ได้นำพริกเข้ามาเอเชีย โดยปลูกในอินเดียประมาณปี พ.ศ.2143 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งราชวงศ ์สุโขทัย ของกรุงศรีอยุธยา

    อินเดียเป็นประเทศที่ร่ำรวยในวัฒนธรรมการกินได้ผลิตอ าหารรสจัด และเป็นเจ้าตำรับเครื่องแกง พริกที่มีรสเผ็ดก็คงถูกปรับเข้าไปเป็นองค์ประกอบของอ าหารเหล่านั้น และได้เผยแพร่วัฒนธรรมการกินไปยังผู้คนในประเทศใกล้เ คียงในเวลาต่อมา

    ดร.สุรีย์ บอกว่า ในปี พ.ศ.2143 พริกจากอินเดียได้แพร่หลายเข้าไปในประเทศจีนและในเอเ ชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคงรวมถึงไทยด้วย

    ถ้ายึดถือตามข้อมูลดังกล่าว ก็น่าจะสันนิษฐานว่า คนไทยรู้จัก "พริก" เมื่อประมาณ 405 ปีที่ผ่านมา

    ฉะนั้น คนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น ไม่น่าจะรู้จักพริก และคงไม่ได้ลิ้มรสเผ็ดของพริกแต่อย่างใด

    อาหารของคนสมัยนั้นจึงน่าจะ "จืด" ไม่เผ็ดร้อนเหมือนทุกวันนี้ ?!?



    ส่วนมะละกอนั้น ดร.สุรีย์ บอกว่า เข้ามาประเทศไทย หลัง "พริก" อีก

    ทั้งนี้ ตามเอกสารของกระทรวงต่างประเทศโปรตุเกส ได้ระบุชัดเจนว่า มะละกอมีถิ่นกำเนิดที่เทือกเขาแอนดีส แต่บางเอกสารบอกว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก หรือหมู่เกาะอินเดียตะวันตก บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็ซิโกตอนใต้และคอสตาริกา

    อีกเอกสารหนึ่งยืนยันว่าสเปนได้นำมะละกอมาจากฝั่งทะเ ลแคริบเบียนของ ปานามาและโคลัมเบีย เมื่อปี พ.ศ.2069 เอกสารของสเปนได้ให้รายละเอียดว่า ค็อนควีสทะดอร์ส หรือเหล่านักรบสเปนที่มีชัยเหนือเม็กซิโกและเปร ู เป็นผู้นำมะละกอจากสเปนไปปลูกที่เอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ โดยเรียกว่า เมลอน ซาโปเต้

    ในช่วงปี พ.ศ.2314 อันเป็นช่วงที่กรุงธนบุรี เป็นราชธานี ได้มีรายงานของ นายลินโซเตน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวดัตช์ว่า คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นจึงนำไปปลูกที่อินเดีย

    ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย

    สำหรับประเทศไทยนั้นคาดกันว่ามะละกอจะเข้ามาหลา ยทาง อาจจะเข้ามาภาคใต้ หรือเข้ามาทางอ่าวไทย

    ซึ่ง ดร.สุรีย์ชี้ว่า ดูตามหลักฐานต่างๆ แล้ว น่าจะเชื่อได้ว่า มะละกอจะเข้ามาประเทศไทยในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร ์

    จึงน่าจะฟันธงได้ว่า คนสมัยอยุธยาขึ้นไป ไม่เคยได้ลิ้มรส "ส้มตำ" เลย !



    ดร.สุรีย์ ให้ข้อมูล "พริกและมะละกอ" เอาไว้เท่านี้

    ก็เลยต้องหลับตานึกเอาต่อไปว่า เมื่อมะละกอเข้ามาในประเทศไทยในช่วงต้นรัตนโกสิ นทร์ โดยเข้ามาทางภาคใต้และทางด้านอ่าวไทย นั่นก็แสดงว่า กว่าที่มะละกอจะแพร่ไปสู่ภาคอีสาน ก็คงใช้เวลาอยู่สมควร

    และแพร่ไปแล้วก็คงต้องผ่านการลองผิดลองถูก กว่าที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และกลายเป็นสูตรส้มตำที่สุด

    จึงเป็นไปได้หรือเปล่า ที่ส้มตำ จะเพิ่งมาเกิดจริง ๆ ในช่วงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ นี้เอง

    อย่างไรก็ตาม ดร.สุรีย์ ได้ให้ข้อมูลว่า คนอีสานอาจจะรู้จักมะละกอก่อนก็ได้โดยผ่านทางญว น ทั้งนี้ ที่เวียดนามนั้น มีอาหารที่ชื่อ GO DDU DDU BO KHO คล้ายกับส้มตำเป็นอย่างมาก คนเวียดนามกินเล่น และกินกับเส้นขนมจีน

    ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ใครได้รับอิทธิพลจากใคร

    แต่จากข้อมูลตรงนี้ ทำให้เรารู้ขึ้นมาชัดเจนอย่างหนึ่งว่า "ตำบักหุ่ง" หรือ "ส้มตำ" ไม่ใช่อาหารดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ และไม่ได้เก่าแก่อย่างที่นึก

    คนอีสานอาจมีเมนู "ตำส้ม" ของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

    ส้ม ก็คือเปรี้ยว

    ตำส้ม ก็คงหมายถึง ตำอะไรก็ได้ที่เปรี้ยว ๆ อยู่มาวันหนึ่งอาจมีคนลองฝานมะละกอดิบลงไปตำหรื อคลุก ชิมดูแล้ว อาจจะเห็นว่าเข้าท่า ยิ่งเติมน้ำปลาแดก ลงไปยิ่ง "นัวมากขึ้น" สูตรก็คงติดตลาด จากนั้นก็คงแพร่หลาย แทรกเข้าไปเป็นหนึ่งในเมนูอาหารจานหลักของคนอีส าน ในที่สุด

    "ของนอก" ก็กลมกลืนกลายเป็นของถิ่น

    ทุกวันนี้คนอีสานและตำบักหุ่ง รวมเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก

    แยกไม่ออก จนหลายคนไม่เชื่อเอาเสียเลย ว่า ตำบักหุ่ง ที่แซ่บกันอีหลีนี้ เป็น "ของนอก"

    ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1278


    ตอนนี้คุณหน่อยและสมาชิกคนอื่น ๆ คงรู้ที่มาของส้มตําแล้วเนาะ

  7. #17
    irrlicht
    Avatar von irrlicht

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีจ้า คุณผู้หญิงที่ชอบทานส้มตํา ก็ระวังในตอนนี้ก็คือสารตกค้างที่มากับ กุ้งแห้ง เพราะสาธารณะสุขได้ตรวจสอบสารตกค้างมากโดยเฉพาะที่ที ่ห้างสรรพสินทั้งหลาย แฮ่ ร้านข้างทางเลยหวานหมูไป และตรวจสอบแล้วว่าร้านข้างทางมีความสะอาดและไม่มีสาร เคมีตกค้างด้วยนะคะขอบอก

  8. #18
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: ส้มตำ.....:-D

    สวัสดีสมาชิกทุกคน

    เห็นพวกผู้ชายเขาคุยเรื่องปลาร้า เลยขอคุยบ้าง เอามาคุยตรงหัวข้อนี้ เพราะมันเข้าเรื่องกันพอดี ส้มตําไม่ใสปลาร้า มันจะแซ่บได้อย่างไรเนาะ ขออนุญาตเอาข้อความของน้องตุ๊กติ๊กที่เขียนไว้ใ น http://www.arloi.de มาลงให้อ่านกัน


    เรื่องของ ปลาแดก

    แม้ "ปลาแดก" ของชาวอีสาน จะมีความหมายว่า "ปลาร้า" ของไทยกลางและภาคอื่น แต่ในความเป็นจริงค่อนข้างต่างกันทั้งส่วนประกอบและว ิธีทำ ปลาแดกของชาวอีสานจะใช้ปลาสดหรือเกือบจะเน่าก็ไ ด้ รำข้าวสูตรอีสานแท้จะเป็นรำข้าวซ้อมมือ และเกลือจะต้มในท้องถิ่น (เกลือสินเธาว์) ไม่ใช่เกลือจากน้ำทะเล นำทั้งหมดมาหมักรวมกันแล้วใส่ไหปิดฝาให้แน่นมิด ชิด แต่ถ้าเป็นปลาร้าของไทยกลางนิยมใช้ปลาคลุกกับเกลือแล ้วหมักไว้ก่อน เมื่อหมักได้ที่แล้วจึงใส่ข้าวคั่วแล้วหมักต่อ เท่านี้ก็เป็นปลาร้า

    บางตำราบอกว่า การผลิตปลาร้าแบบดั้งเดิมตำรับชาวอีสาน มี 2 อย่างคือ ปลาร้าข้าวคั่ว ใช้ปลาหมักเกลือที่ใส่ข้าวคั่ว ปลาจะแฉะ เนื้ออ่อนนุ่ม สีเหลืองเข้มและกลิ่นหอม นิยมใช้ปลากระดี่ ปลาสลิด ปลาหมอเทศ และปลาดุก ขนาดกลางและใหญ่ และ ปลาร้ารำ ใช้ปลาหมักเกลือใส่รำ หรือรำผสมข้าวคั่ว ปลาจะสีคล้ำแต่ปลายังเป็นตัว เนื้อไม่นิ่มมาก กลิ่นรุนแรง นิยมใช้ปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาซิว ปลากระดี่ เป็นชนิดที่ชาวอีสานนิยมบริโภค

    ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาแดก บอกว่า ปลาแดกแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ปลาแดกหอม กลิ่นหอมสีแดงน่ากิน ทำจากปลาตัวโต เช่น ปลาช่อน ปลาดุก จะใช้เกลือมากกว่าสูตรทั่วไป คือ ปลา 4 ส่วน เกลือ 2 ส่วน ข้าวคั่วหรือรำ 1 ส่วน ปลาแดกนัว หรือ ปลาแดกต่วง กลิ่นนุ่มนวล ใช้ปลาขนาดกลางและเล็ก ส่วนผสมประกอบด้วย ปลา 4 ส่วน เกลือ 1 1/2 ส่วน รำ 1 ส่วน และ ปลาแดกโหน่ง มีกลิ่นร้ายกาจ ส่งกลิ่นฟุ้งไกล รสชาติแปลกประหลาด (เหม็น) สีออกดำคล้ำ นิยมใส่ส้มตำ ทำจากปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาขาวนา ใช้ปลา 4 ส่วน เกลือ 1 ส่วน รำ 1 ส่วน

    นักวิชาการเคยวิเคราะห์เปรียบเทียบปลาร้ากับอาหารหมั กดองด้วยกัน เช่น ปลาจ่อม ปลาเจ่า ปลาส้มฟัก กะปิ และน้ำปลา พบว่าปลาร้ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุด มีทั้งโปรตีน ไขมัน และเกลือแร่ โดยเฉพาะปลาร้าปลาช่อน

    บางคนบอกว่า "แดก" เป็นคำหยาบ จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะความหมายของชาวอีสานคือ การดันหรือยัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในอีกสิ่งหน ึ่ง ฉะนั้น "ปลาแดก" ก็คือการยัดปลาลงไปในไห บางตำนานบอกว่า แดก มาจากคำว่า "แหลก" เนื่องจากการทำปลาแดก นิยมใช้ปลาเล็กปลาน้อย ถ้าเป็นปลาใหญ่จะสับให้แหลก ต่อมาเสียงเพี้ยนไปเป็น "แดก" คนไทยกลางมักจะนำคำว่า "แดก" มาใช้ในความหมายหยาบคายของคำว่า "กิน" หรือ "รับประทาน" จริงๆ แล้วคำหยาบของคนอีสานคือ "ซีแดก"

  9. #19
    Avatar von noyne

    Registriert seit
    03.04.2002
    Beiträge
    105

    Re: ส้มตำ.....:-D

    หวัดดีค่ะพี่ เจี๊ยบ และคนข้างบนนะคะ เพิ่งรู้ปลาร้ามีหลายแบบ วันนี้หน่อยไม่มีอะไรเกี่ยวกับปลาร้าหรอกค่ะ ชอบส้มตำปูมากกว่า เลยเอารูปมาร่วมแจมค่ะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปซื้อปูมาดอง แล้วเอามาตำกับคูระบี้ สุดยอดเลยค่ะ เอามาแบ่งๆคนแถวนี้ด้วยอิ.อิ..






    ทำไมรูปมันลิงค์ไม่ได้ไม่รู้ดิ ดูที่นี่ละกัน
    http://www.kruaklaibaan.com/?p=show_question_select&id=556

  10. #20
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: ส้มตำ.....:-D

    น่ากินมาก เห็นแล้วนํ้าลายหก ส้มตําใส่ปูเราก็ชอบกินเด้อค่ะ
    วันที่18 ที่จะถึงนี้ มีเพื่อนชวนไปเมืองที่หน่อยแน่ไปซื้อปูเหมือนกั นจ้ะ แต่ไม่ว่างไป เสียดายมาก คนไทยที่ดอร์ทมุนด์เขาก็นิยมไปกันนะ เขาไปซื้อปลามาทําปลาร้า ปลาส้ม

Seite 2 von 2 ErsteErste 12

Ähnliche Themen

  1. Antworten: 2
    Letzter Beitrag: 21.08.09, 19:39
  2. Antworten: 1
    Letzter Beitrag: 18.04.04, 16:48
  3. Antworten: 25
    Letzter Beitrag: 27.06.03, 00:23
  4. Antworten: 0
    Letzter Beitrag: 01.01.03, 02:51
  5. Antworten: 11
    Letzter Beitrag: 25.05.02, 21:43