Seite 1 von 2 12 LetzteLetzte
Ergebnis 1 bis 10 von 11

เรื่องสั้น

Erstellt von hananga, 26.10.2006, 21:01 Uhr · 10 Antworten · 3.314 Aufrufe

  1. #1
    hananga
    Avatar von hananga

    เรื่องสั้น

    ตั้งแต่โลกเรามีคอมพิวเตอร์นี่ผมว่าชีวิตมันง่ายขึ้น มาก คุณว่ามั้ย อะไรที่เราอยากรู้มันมารออยู่แค่ปลายนิ้วเท่านั ้นเอง
    “ยากขึ้นน่ะไม่ว่า กว่าจะไปถึงไอ้ความรู้ที่แกบอกก็เสียเวลาไปครึ่งค่อน วัน”
    พ่อผมก็ยังงี้แหละครับ ไม่ว่าจะคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เนต หรืออีเมล์ ท่านก็มองอย่างดูแคลน
    “เสียเวลาแถมเอาใจยาก”

    คำนี้พ่อจะบ่นบ่อยๆ เวลาเข้าไปดูอะไรต่อมิอะไรในนั้น แต่ก็แอบเข้าไปดูเรื่อยแหละครับ เพราะจะเอาไว้คุยกับหลาน ท่านก็รู้จักทำตัวทันสมัยเหมือนกัน แม้แม่จะเหน็บเอาว่าเป็นพวก Oppy หรือ Old people play young คือแก่แล้วเล่นเป็นเด็กก็เถอะ อย่าเอะไปนะครับ พ่อรู้เรื่องอะไรต่อมิอะไรในคอมพ์เยอะเลย เรื่องไอซีคิวก็เอากะเขาเหมือนกัน ที่สำคัญเดี๋ยวนี้พ่อให้โบรคเกอร์ที่บริษัทหลักทรัพย ์ส่งข่าวสารมาให้ทางอี เมล์ด้วย

    “แฟกซ์มาทีเสียดายกระดาษว่ะ สิบกว่าหน้า บางเรื่องเราก็ไม่สนใจ”

    ผลก็คือพ่อสนุกกับการเล่นคอมพิวเตอร์ส่วนตัวแบบพอใช้ ได้ ฝีมือไม่ได้ฉกาจอะไรนัก เล่นเอาพอสนุกและไม่ตกรุ่น แต่นั่นแหละ คนแก่แล้วก็ดื้อไปตามประสา เพราะท่านยังยืนยันแข็งขันว่า

    “ไงๆ ก็สู้สมองคนไม่ได้”

    เอาเถอะไม่มีใครไปเถียงพ่อหรอก เพียงเวลาเห็นพ่อเล่นคอมพิวเตอร์ใครอย่าเข้าไปทักแล้ วกัน เดี๋ยวท่านจะเขิน อย่างวันนี้เป็นวันหยุดเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องทำ งานหนักหน่อย เจ้าลูกชายสองคนจ้องจองตาเป็นมันอย่างหมายมาดไว้แต่เ ช้าเชียว

    “ต้องทำรายงานสังคมสามหน้า เรื่อง บ้านของเรา” พูดแล้วก็ทำหน้าเหย “ไม่รู้ทำไมอาจารย์ชอบให้เขียนเรื่องแบบนี้ตั้งแต่ปร ะถมจนมัธยม พอเปิดเทอมมาทีไรต้องเขียนเรื่องบ้านของเรา ครอบครัวของเรา ไม่ก็ประเทศของเราอยู่เรื่อยเลย”
    “อาจารย์เค้าอยากรู้จักเรามั้ง”
    ผมให้เหตุผลกับลูก แต่ในใจก็รู้สึกเหมือนกันว่า สมัยเราเป็นเด็กก็เขียนเรื่องนี้แหละ ส่วนเจ้าตัวเล็กรีบพูดกันไว้ก่อนว่า
    “เราก็ต้องทำรายงานนะ เรื่องสัตว์เลี้ยง พี่เอทำเร็วๆ แล้วกัน เพราะเราจะได้ใช้คอมพ์ต่อ”
    หน้าตาของเจ้าตัวโตชักตึงๆ ขึ้นมา
    “อะไรวะ เร็วได้ไง ทำรายงานต้องค้นคว้าเสียเวลานอก แกก็รู้ว่ากว่าจะหาในคอมพ์เจอ”
    “ไม่รู้ละ” พอรู้ว่าจะถูกแย่งคอมพิวเตอร์ร่างเล็กๆ ก็เริ่มออกอาการไม่ยอมและทำท่าว่าจะอาละวาดให้หนักกว ่านี้เป็นการขู่เข็ญกัน ตามประสาเด็ก “งั้นเอามาให้เราใช้ก่อนแล้วกัน”
    “เรื่องอะไร”
    “เรื่องที่พี่เอทำงานช้าน่ะซี”
    “รู้ได้ไงว่าช้า เราไม่ได้ช้า คอมพ์มันช้าตังหาก”
    พอเถียงไม่ขึ้นเจ้าคนเล็กก็หันมาเอาเรื่องกับผมที่เป ็นพ่อมัน
    “พ่อฮะ ทำไมเราไม่ซื้อคอมพ์อีกเครื่องล่ะฮะ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน”

    ไหมล่ะ พูดยังกะคอมพิวเตอร์มันราคาแบบหม้อหุงข้าวไฟฟ้ายังงั ้นแหละ ผมทำใจดีสู้กะเจ้าเสือน้อยพลางหาทางออกให้ลูกแต่ละคน ได้ใช้เจ้าเครื่องเทวดา นี้โดยเสมอภาคกัน หรืออย่างน้อยก็ได้ใช้ทำงานจนเรียบร้อย
    “เอางี้นะ ลูกๆ มีข้อมูลที่จะทำรายงานหรือยังล่ะ”
    สองหนุ่มน้อยส่ายหัว เล่นเอาผมชักเป๋
    “เป็นอันว่าทุกคนต้องเข้าไปดูข้อมูลในเครื่องใช่มั้ย ”
    คราวนี้ผงกหัวพร้อมกัน

    “โอ เค งั้นพ่อช่วยดูให้แล้วกันจะได้เร็วๆ ตาเอเขียนเรื่องครอบครัวไม่ต้องหาในคอมพ์นี่นา เรื่องในบ้านเราครอบครัวเราเองไม่มีในเครื่องคอมพิวเ ตอร์หรอก ไปหาที่นั่งเขียนได้เลยจะได้ไม่เสียเวลา ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยงเราจะหาในคอมพ์ พอเจอแล้วปริ้นท์ข้อมูลออกมาหรือจดไว้แล้วไปเขียนราย งานนะ ระหว่างที่ตาบีเขียนรายงานตาเอก็มาพิมพ์ที่เครื่องคอ มพ์จะได้สลับกันใช้ เครื่อง เสร็จแล้วจัดให้สวยเอาไปส่งอาจารย์ ทีนี้ก็ไม่ต้องแย่งกันแล้วนะ

    ลูกๆ พยักหน้ายอมรับแบบจำใจ ผมกับลูกคนเล็กนั่งลงหน้าจอสี่เหลี่ยมรูปร่างเหมือนจ อโทรทัศน์ที่เดี๋ยวนี้ ชนชั้นกลางเขามีกันทุกบ้าน นอกจากอุปกรณ์ที่ประกอบกันเข้าให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำงานได้แล้ว ยังต้องมีอุปกรณ์เสริมที่เอาใจให้มันทำงานได้อี กด้วย นั่นคือเครื่องปรับอากาศ เพราะถ้าไม่มีเสียแล้ว เครื่องคอมพ์จะรวนด้วยความร้อนและฝุ่น ก็ต้องทำใจว่าเดี๋ยวนี้กรุงเทพฯอย่างไรเสียอากาศก็ร้ อนอยู่แล้ว ได้มานั่งทำงานในห้องแอร์ก็ครึ้มใจดี เพียงแต่ต้องชวนสมาชิกในบ้านเข้ามานั่งร่วมวงทำงานพร ้อมกันหลายๆ คน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับความเย็น

    หลายนาทีผ่านไปกว่าเราจะเข้าไปถึงส่วนที่เขายินดีให้ เข้าไปค้นข้อมูล แต่ปัญหาใหญ่คือจะค้นจากหมวดไหน หัวข้ออะไรกันดี พ่อลูกช่วยกันลองเปิดหัวข้อต่างๆ อยู่นานสองนาน จนอ่อนใจก็ไม่ได้อะไรที่ตรงใจเสียที ปัญหามีตั้งแต่เราเลือกหัวข้อไม่ถูกต้องหรือที่เขาเร ียกว่า หัวข้อไม่ชัดเจน ไม่แน่นอนนั่นเอง คล้ายกับว่าถ้าเรายังเลือกหัวข้อสนทนาไม่ถูกใจเจ้าเค รื่องคอมพิวเตอร์ เค้าก็จะไม่พูดกับเราสียอย่างนั้นแหละ ต่อมาก็มีปีญหาอีกว่าพอพบเรื่องที่เราต้องการจะ อ่าน เขาไม่ให้เราเปิดอ่านง่ายๆ หรอกนอกจากจะยอมจ่ายเงินในราคาที่เราคิดว่าแพงสำหรับ ข้อมูลซึ่งยังไม่แน่ใจ ซึ่งเราก็ไม่เอาดีกว่า

    “ความจริงหนังสือในบ้านเราก็มีหลายเล่ม เอามาเปิดหาดูก็เหมือนกันแหละ ถูกกว่าและเร็งกว่าด้วย แล้วที่โรงเรียนเขาไม่มีห้องสมุดให้ค้นเรอะ”

    พ่อผมที่ดูอยู่นานเอ่ยขึ้นเป็นเชิงเสนอแนะ เจ้าสองตัวรีบแย่งกันบอกว่า

    “ใครๆ เค้าก็หาในคอมพ์ฮะปู่ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอ่านหนังสือกันแล้ว”
    “ช่าย เค้าปริ้นท์ออกมาจากคอมพ์แล้วส่งอาจารย์เลย”
    คนตอบทำหน้าภูมิใจกับการกระทำนั้นเต็มประดา ผมต้องรีบบอกว่า
    “นั่นซี หมูแบบนั้นอีกหน่อยพวกแกก็ไม่ต้องเรียนหนังสือแ ล้ว ไปเปิดคอมพ์เอาก็เรียนจบได้”

    เสียงพ่อประชดอยู่หลังห้อง ผมชักมีน้ำโหกับไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ค่าที่มันเล่นต ัวดีนัก พิมพ์คำนั้นลงไปอย่างนั้นก็ไม่ยอมอย่างนี้ก็ไม่ ยอม ถ้าเป็นคนต้องบอกว่ายังท่าเหลือเกิน แถมก่อนจะยอมทำตามที่เราสั่งมันยังมีหน้ามาย้อนถามว่ า “แน่ใจหรือเปล่า!!” แน่ะ

    ไม่ได้มองนาฬิกาเสียนาน พอดูอีกทีต้องตกใจพอสมควร เพราะเราใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานมาก แต่ได้ผลตอบแทนนิดเดียวไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป เลย พ่อยังนั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมอยู่หลังห้อง ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วเดินออกไปดื่มน้ำ ฝนตกลงมาอีกแล้ว ฟ้าเลยมืดไปหมดทั้งที่เป็นเวลากลางวันแท้ๆ พอกลับเข้ามาในห้องอีกทีเจ้าสองตัวเริ่มกัดกันอีกแล้ ว

    “พี่เอเอามือไปโดนปุ่มอะไรก็ไม่รู้ ข้อมูลมันเลยหายไปเลย”

    “แกเอามือมาชนชั้นทำไมล่ะ ก็บอกแล้วว่าขอหาข้อมูลของเราก่อน ก็มาแย่งอยู่ได้”

    และอีกมากมายก่ายกอง แต่แล้วในที่สุดทุกคนก็อดเสมอหน้ากัน เพราะเสียงฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาดังสนั่น ไฟตกวูบ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หายวับไปกับตา จนแก้วกลายเป็นสีดำมืดขึ้นมาทันที ผมกับลูกๆ ร้องเฮ้อขึ้นมาพร้อมๆ กัน
    “ไฟตก”!!
    พ่อส่งเสียงมาจากหลังห้องฟังเหมือนเยาะเย้ยหน่อ ยๆ
    “ไง ไอ้คอมพ์มัน “หน้ามืด” ไปแล้วละซี”
    เด็กสองคนหน้าม่อย บ่นกันงึมงำ
    “กำลังได้เรื่องอยู่แล้วเชียว”
    “เห่ย มา ปู่ก็มี ไอ้คอมพิวเตอร์น่ะ ของปู่ดีกว่าของพวกแกซะอีก เป็นรุ่นแลปทอปซะด้วย”
    “หา!! จริงอ๊ะป่าว” เสียงวิ่งตึงตังเข้าไปหาทันที “ไหนฮะ แลปทอปของปู่”
    พ่อผมยิ้มชอบใจเอาหนังสือลงจากตักแล้วใช้นิ้วชี้ไปที ่ตักของตัวเอง
    “แลปทอปของปู่ไม่มีแฮงค์ ไม่ต้องใช้แอร์ ฝนตกแดดออกก็ใช้ได้ทุกเวลาแ ถมเร็วกว่าด้วย อ้าว ทำหน้าไม่เชื่อ มานั่งนี่ซี”
    พ่อว่าพร้อมกับคว้าเจ้าตัวเล็กขึ้นไว้บนตัก

    “เอ้า อยากรู้อะไรถามมา จะเอาข้อมูลออกมาให้”
    “เอาเรื่องบ้านของเราฮะ”
    “เอาเรื่องสัตว์เลี้ยงฮะ”
    ต่างแย่งกันขอข้อมูลเสียงขรมพร้อมกับเอียงหน้ารอฟังค ำตอบจากปู่ ท่านหัวเราะเบาๆ แล้วเริ่มเล่าด้วยเสียงสนุกสนาน

    “เอาละ เรามาดูข้อมูลไปพร้อมกันทั้งสองเรื่องเลยดีกว่า บ้านของเราก็มีพวกเราไงล่ะ แถมด้วยไอ้ก้าง หมาของเรา ตอนที่พวกแกสองคนยังไม่เกิดที่ดินตรงนี้เป็นสวน ผักนะ มีเจ๊กมาปลูกผัก เป็นเจ๊กที่มาจากเมืองจีน เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีสงครามบ้านเค้ามาทำมาหากินบ้านเรา เขาก็มีสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน แต่เป็นสัตว์เลี้ยงที่มีประโยชน์กับอาชีพของเขา พวกเค้าเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไว้เอาไข่ เลี้ยงห่านไว้เฝ้าสวนไง”
    “ว้าว ห่านมันเฝ้าบ้านได้หรือฮะ”

    “อ๊ะ ได้ซี ใครมาละก็ส่งเสียงดังลั่นบ้านแถมไล่ตอดเอารอบบ้านไปเ หมือนกัน ตอนเด็กๆ ปู่กลัวจะแย่ แต่ก็ดีตรงที่มันกินอาหารง่าย พวกผักหญ้าอะไรกินได้หมด ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยว่าสัตว์เลี้ยงมีประโยชน์ ยังไง ตอนหลังเขาบอกขายที่ดินเพราะความเจริญถนนหนทางมันไล่ เข้ามา ต้องย้ายไปทำสวนผักที่อื่นไกลออกไป...”
    “ไกลถึงไหนฮะ”

    “โอ๊ย ตอนนั้นอย่างไกลก็ตรอกจันทน์แน่ะ ปู่เลยซื้อที่ตรงนี้แหละมาสร้างบ้านหลังนี้ พอปู่มีบ้านก็เลยมีครอบครัวของเรา มีพ่อของหลานๆ นี่แหละ ตอนนั้นครอบครัวเราไม่มีรถยนต์อย่างเดี๋ยวนี้ ทุกคนต้องเดินไปโรงเรียนมั่งนั่งรถเมล์ไปมั่ง เห็นไหมล่ะว่าแตกต่างจากเดี๋ยวนี้ตั้งแยะ สัตว์เลี้ยงก็มีเป็นหมาอย่างชนิดพื้นๆ ไม่สวยงามแปลกตาเหมือนเดี๋ยวนี้หรอก ตอนนั้นหมานอกมันหายากและแพงไม่ค่อยมีใครเลี้ยง กัน ที่เลี้ยงกันมากก็พวกลูกเป็ดลูกไก่ตัวเล็กสีเหล ืองๆ วิ่งไปมา เด็กๆ ปู่ก็ชอบดู มันน่ารักดี...”

    เสียงพ่อผมเล่าเรื่องครอบครัวของเรากับสัตว์เลี้ยงอย ่างออกรส ท่านจำได้แม่นยำและละเอียดละอออย่างไม่น่าเชื่อว่าสม องคนจะบรรจุข้อมูลได้ มากขนาดนั้น มันเป็นมหัศจรรย์ของธรรมชาติแท้ๆ เลยทีเดียว นอกจากเนื้อหาที่เต็มเปี่ยมไม่มีขาดตกบกพร่องแล้วยัง ออกท่าออกทางได้ลึกซึ้ง กินในคนฟังเสียเหลือเกิน นั่นแหละ สิ่งที่พ่อเหนือกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ละ ผมเองแม้จะฟังเรื่องครอบครัวของเรามาหลายรอบ แต่ก็ยังชอบที่จะได้ยินเรื่องราวซ้ำซากนั้นอีก สายตาพ่อเวลาพูดถึงวันวานเหมือนกับได้ชาร์จไฟให้กับต ัวเอง ชีวิตชีวาของ “แลปทอป” รุ่นคุณปู่เป็นการต่ออายุให้กับตัว “เครื่อง” โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว และการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ใหม่กับห ลานๆ ในบ้านเป็นการ “อัพเกรด” ให้ตัวเองโดยไม่ต้องยกไปให้ร้านแถวพันธุ์ทิพย์ช ่วยทำ

    ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยง ผมเองยังไม่เคยได้ยินพ่อคุยเลยจึงตั้งใจฟังเสีย หน่อย แต่พ่อเคยแอบค่อนในใจว่าพ่อเราเหมือนเทป ลงว่าได้เริ่มคุยความหลังเป็นต้องปิดเทปม้วนเดิมทุกท ี พอเวลาผ่านมาอีกกลับรู้สึกว่าโหยหาเจ้าเทปม้วนน ี้ เพราะตัวเองไม่สามารถเล่าอะไรให้ลูกๆ ฟังได้อย่างปู่ของพวกเค้า คงเพราะผมเกิดมาในยุคที่เขาใช้เครื่องจักรเครื่องมือ กันมากนั่นเอง จะคุยกับใครเราก็เพียงโทรศัพท์ไปหาเท่านั้นเอง ในชีวิตผมคิดว่าเขียนจดหมายนับครั้งได้ ต่อมา พอมีคอมพิวเตอร์เลยยิ่งไม่ต้องโทรศัพท์หรือส่งจดหมาย กันเลย ใช้ส่งอีเมล์หากัน แม่จะบ่นเสมอตอนผมไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศว่าอยา กฟังเสียงลูกมากกว่า แต่ผมกลับชอบส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ให้แม่ รู้สึกว่าโก้ดีไม่หยอก ใครๆ เขาก็ใช้แบบนี้แหละ และราคาถูกกว่าด้วย อดรนทนไม่ได้ แม่ต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปคุยกับผม

    “อยากฟังเสียงแกน่ะซี จะได้รู้ว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้าสุ้มเสียงสดชื่นจะได้เบาใจว่าสุขภาพแข็งแรงจิตใจเ บิกบาน ถ้าสุ้มเสียงมีปัญหาแม่ก็จะได้รู้ว่ามีอะไรในใจ ”

    ผมไม่เคยเชื่อเรื่องที่แม่พูดเลยจนมีลูกเองสองค น วันไหนเค้ากลับมาคุยฟุ้งแสดงว่าวันนั้นใช้ได้ แต่วันไหนนั่งกันเงียบถามไม่ตอบหรืออ้ำๆ อึ้งๆ ละก็ได้เรื่องทุกที
    “วันนี้ลืมเอาสมุดการบ้านไปส่งฮะ โดนคุณครูทำโทษให้วิ่งรอบสนามสามรอบ”
    หรือไม่ก็
    “ลืมเอาเงินค่าขนมไปโรงเรียน”

    เด็กสองคนนั่งฟังคุณปู่กันนิ่งๆ ไม่มีทะเลาะถกเถียงหรือแก่งแย่งอะไรกันให้วุ่นว าย ตามปกติถ้าไม่แย่งเม้าส์ก็แย่งแผ่นดิสก์แย่งปากกาดิน สอกันให้ยุ่งไปหมด ตกลงว่าบ่ายวันนั้นไม่มีใครสนใจว่าฝนจะหยุดตกเม ื่อไร หรือคอมพิวเตอร์จะใช้ได้หรือไม่ด้วยซ้ำ พ่อผมขยับตักเป็นครั้งคราวเมื่อเล่าถึงตอนสนุกๆ เกี่ยวกับครอบครัวของเรา เมื่อซักถามจนพอใจเด็กสองคนจึงวิ่งตื๋อไปทำรายงานทัน ที เห็นคุณพ่อท่านคลึงเข่าเบาๆ สงสัยจะเจ็บเพราะหลานนั่งนาน

    “โอ๊ย เข่าคนแก่ก็ยังงี้แหละ เดี๋ยวคืนนี้เอายานวดไม่กี่บาทก็หายถูกกว่าเปิดคอมพิ วเตอร์ตั้งแยะ”
    ก่อนนอนคืนนั้นลูกสองคนอวดกันใหญ่ถึงรายงานของต ัวเอง
    “รับรองรายงานของเราต้องสนุกกว่าใครๆ”
    “ช่าย เราว่านะไม่มีใครรู้หรอกว่า ทำไมชาวสวนถึงมีสัตว์เลี้ยง เพราะเราดูในคอมพ์ไม่มีเรื่องนี้เลย”
    “แล้วไง” ผมถามเด็กๆ “แลปทอปของคุณปู่ดีกว่าคอมพิวเตอร์บนโต๊ะมั้ย

    “ก็บอกไม่ถูก” เจ้าสองตัวยังแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ฟังเรื่องของคุณปู่แล้วสนุกกว่าหาในคอมพ์ อีกอย่างนะอยากรู้อะไรก็ถามได้เลย ไม่ต้องเปลี่ยนหัวข้อลากเม้าส์ให้ยุ่งไปหมด”

    ผมดีใจที่ลูกจะได้สนิทกับปู่ย่าตายายมากขึ้น แทนที่จะนั่งจ้องจออยู่ทั้งวัน น่าเสียดายที่แต่ก่อนตอนผมอยู่เมืองนอกมัวสนุกกับเจ้ าคอมพิวเตอร์จนไม่ได้ ส่งเสียงมาคุยกับพ่อแม่ คิดแล้วบาปกรรมชะมัดเลย เพิ่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรมาทดแทนมนุษย์ได้เลย แม้ว่าเจ้าสิ่งนั้นจะก้าวหน้าไปขนาดไหนก็ตามที มนุษย์เราต้องการความอบอุ่นที่เครื่องจักรไหนก็ให้ไม ่ได้ มนุษย์ต้องการการตอบสนองในเชิงสร้างสรรค์ไม่ใช่รับคำ สั่งอย่างเดียว และมีอีกกมากมายหลายเรื่องที่เครื่องจักรไม่รู้ คิดๆ ดูผมเองก็น่าจะเริ่มพูดคุยกับลูกด้วย “แลปทอป” ของผมแบบปู่จองพวกเค้าบ้าง มีหลายอย่างในชีวิตที่ผมได้ประสบการณ์มาจากการใช้ชีว ิตที่ถูกบ้าง ผิดบ้าง และเราอยากสื่อให้ลูกรู้เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจว่ามน ุษย์นั้นมีทั้งถูกและ ผิด และเราจะแก้ไขปัญหาชีวิตอย่างไร ซึ่งสำคัญมากกับการดำเนินชีวิตของเค้า ประสบการณ์ของผมนั้นแน่นอนว่าหาไม่มีในเครื่องคอมพิว เตอร์แต่ต้องเล่าเอง เล่าจากปากของผมเองและอธิบายให้พวกเขารู้ด้วยตั วเอง นอกจากเล่าแล้วยังได้คอยดูการตอบสนองของลูกๆ ว่ากำลังคิดอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับรู้จากเรา ซึ่งตรงนี้เครื่องจักรมันไม่รับรู้ เพราะมันไม่มองตาใครเหมือนมนุษย์นั่นเอง บางทีผมอาจจะเชยและยังเข้าใจคอมพิวเตอร์น้อยเกิ นไป แต่ก็เชื่อว่าความเป็นมนุษย์นั้นยังจำเป็นสำหรับการด ำรงชีวิตอยู่ในโลก นึกไม่ออกจริงๆ ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ถ้ามนุษย์ทุกคนมีความรู้หมดและไม่ต้องพึ่งพาการเรียน รู้จากมนุษย์ด้วยกัน แล้ว เพียงกดปุ่มก็รู้หมดทุกอย่าง ถึงตอนนั้นมนุษย์คงล้มตายกันข้างถนนอย่างไม่มีใครใยด ีเป็นแน่

    ลูกผมวิ่งเข้าวิ่งออกไปเช็คข้อมูลกับ “แลปทอป” ของคุณปู่กันให้วุ่นวาย ตรงไหนที่เขียนรายงานแล้วยังไม่พอก็มาเอาข้อมูล เพิ่ม ตรงไหนที่ยังไม่ชัดเจนก็วิ่งมาถามให้แน่ใจ แถมคอมพิวเตอร์ของคุณปู่ยังช่วยเข้าเล่มรายงานให้ดูเ ป็นตัวอย่างด้วย

    “วันหลังจะได้รู้ว่าเข้าเล่มรายงานกันยังไง ไม่อย่างนั้นต้องวิ่งไปให้ร้านมันทำให้อยู่เรื่ อย เด็กสมัยนี้ชักทำอะไรง่ายๆ กันไม่เป็นเสียแล้ว”

    ผมเห็นลูกเขาสนุกกับการทำรายงานก็ครั้งนี้แหละ ไม่อย่างนั้นทุกทีจะยุ่งเหมือนมีงานบุญจนผมชักขยาดเจ ้าพวกรายงานของอาจารย์ ไปด้วย ไม่เฉพาะผมหรอก พ่อแม่คนอื่นที่เคยคุยกันเขาก็แหยงเหมือนกัน คืนนั้น พอลูกหลับแล้วผมเลยว่าจะย่องไปคุยกับพ่อเสียหน่ อย ปกติท่านนอนดึกเพราะติดตามข่าวสารบ้านเมืองตอนดึกจาท างทีวีอยู่ทุกวัน และผมสังเกตว่าคนแก่มักชอบนอนดึก แต่วันนี้ไม่เห็นพ่อนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์กลับกลายว่า มานั่งอยู่หน้าเครื่อง คอมพิวเตอร์เสียนี่
    “ฮั่นแน่ แอบมาเล่นคอมพ์อยู่นี่เองนะพ่อ”
    พ่อผมหันมาจุ๊ย์ปากแล้วตอบว่า
    “เห่ย เขาเรียกว่ามาอัพเกรดเจ้าแลปทอปของปู่โว้ย!!”
    นั่นไง ผมบอกแล้วว่าพ่อผมน่ะทันสมัย

  2. #2
    Avatar von Candy

    Registriert seit
    30.09.2006
    Beiträge
    14

    Re: เรื่องสั้น

    เป็นเรื่องสั้นที่น่าสนใจมากค่ะ อ่านถึงตรงนี้แล้วไม่อยากจินตนาการตามเลย ว่าถ้าโลกมนุษย์เราต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ แค่คิดก็เศร้าแล้ว ทุกวันนี้หลายๆคนบูชา Google และ Wikipedia ราวกับพระเจ้าองค์หนึ่ง

  3. #3
    Avatar von Jiap

    Registriert seit
    24.08.2001
    Beiträge
    2.427

    Re: เรื่องสั้น

    พี่เจี๊ยบก็ชอบ search หาสิ่งที่ต้องการรู้จากเจ้าสองตัวนี้เหมือนกันจ้าาาา า

  4. #4
    Avatar von Candy

    Registriert seit
    30.09.2006
    Beiträge
    14

    Re: เรื่องสั้น

    จริงๆแล้ว อินเตอร์เน็ตมันก็มีประโยชน์สารพัดจริงๆ อย่างในเรื่องสั้นว่าไว้ การส่งข้อมูลทางเน็ตทำให้ประหยัดกระดาษได้เยอะ นั่นหมายถึงลดปริมาณการตัดต้นไม้ที่ใช้ผลิตกระด าษ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ ้า อืม...พยายามเดินสายกลาง ใช้แต่พอเหมาะพอควรน่าจะดีที่สุดเนอะ

  5. #5
    hananga
    Avatar von hananga

    Re: เรื่องสั้น

    สวัสดีคะ พี่เจี้ยบ candy สนุกดีนะคะ ถ้าชอบจะส่งเรื่องสั้นสนุกๆๆมาให้อ่านอีก
    แค่นี้นะคะ สวัสดีคะ

  6. #6
    hananga
    Avatar von hananga

    Re: เรื่องสั้น

    “แม่ผัวก็เหมือนแม่ตัวแหละค่ะ”

    เสียงลูกสะใภ้พูดอยู่เบาๆ ที่ปลายเตียง แม้เสียงนั้นจะอ่อนโยนยิ่ง จริงใจยิ่ง แต่กลับมีผลทำให้จิตใจของผู้ฟังที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเ ตียงถึงกับเหมือนไฟกอง ใหญ่ที่ถูกลมพัดวูบเข้าใส่ เปลวที่ริบหรี่คลายกบจะมอดกลับวาบแดงมีพลังขึ้น มาอีก ติดอยู่ตรงที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เท่านั้นเอ ง

    อาการไหวตัวเหมือนพยายามจะดิ้นรน ทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงต้องเอื้อมมือไปลูบแขนบอบ บางอย่างเบามือเป็นกิริยาเห็นใจ

    “จะเอาอะไรล่ะคุณนิด นี่ชั้นแตงนะ จำได้ใช่ไหม ได้ข่าวจากพวกที่สมาคมฯเลยมาเยี่ยมเห็นกำลังหลับเลยไ ม่กล้ากวน ได้แต่คุยกับลูกสะใภ้คุณ โถ คุณนิดน่ะมีบุญเหลือเกินได้ลูกสะใภ้อย่างคุณภัคเธอเจ ็บตรงไหนมั่งล่ะนี่”

    “คุณนิด” อยากจะบอกว่าเจ็บที่ใจแต่ก็ไม่มีเสียงลอดออกมาจากลำค อ ด้วยสายตาทางการแพทย์สองสามสายรุงรังอยู่บริเวณ นั้น เสียงแขกคุยต่ออย่างให้กำลังใจ

    “ถ้าชั้นได้ลูกสะใภ้อย่างคุณนิดละก็ จะกราบไหว้เช้าเย็นเทียว ไอ้ของเรารึ หน้ามันยังไม่มองเลย เจอกันตามงานสังคมมันเชิดใส่แบบไม่เห็นหัวแน่ะ เวลามีงานบุญงานเพลมันก็ไม่ไหว้เรา ได้แต่พาลูกพาผัวมานั่งเป็นพระอับดับให้ครบองค์ครอบค รัวเท่านั้น ลูกสะใภ้สมัยนี้มันจองหองนัก ถือว่าหาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งพาผัว แถมไอ้ลูกชาเราก็ดันหาเงินได้น้อยกว่าอีเมีย เลยพากันเหิมเกริมใส่ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ชั้นละได้แต่แช่งให้บาปกรรมมันตามทันเสียไวๆ”

    ร่างบนเตียงหลับตาลงอย่างคับแค้นใจ ใช่สิ ใครจะเก่งเหมือนนังลูกสะใภ้ของเธอ หลายปีที่ฝ่ายแม่ผัวกระหยิ่มว่าได้กำชัยชนะเหนือผู้ห ญิงคนที่เป็นสะใภ้ แต่มาถึงวันนี้ วันที่เวลาผ่านไปเกือบสิบห้าปีจึงได้ตระหนักว่าตัวเอ งคือ”ผู้แพ้” แท้ทุกอย่างจริงๆ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองแพ้ เรื่องทั้งหมดยากจะบอกเล่าหรือปรึกษากับใคร นี่กระมังที่เขาเรียกว่า”กรรมใดใครก่อ”!!!

    ลูกชายสองคนและลูกสาวอีกสองคนรวมทั้งหลานๆ คือผลพวงของความแค้นที่ลูกสะใภ้ผู้แสนดีใช้แก้แค้นแม ่ผัวอย่างเธอ เหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเนิ่นนานเป็นล ำดับ เพียงแต่เธอไม่เคยนำมา วิเคราะห์และพิจารณาเท่านั้นเอง จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปนานเนิ่นถึงขั้น”สายเสียแล ้ว” คุณนิดจึงได้เห็นรูปร่างของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเ จน เริ่มจากลูกชายคนรองที่เข้ามาบอกกล่าวเรื่องการแต่งง านกับแม่

    “ผมกับอิงอรกะว่าแต่งงานแล้วจะไปอยู่ลำปางครับ กำลังวิ่งเต้นขอตำแหน่งที่วิทยาลัยอยู่”

    “อ้าว แล้วว่าที่เมียเราเค้าจะไปทำอะไรที่ลำปาง” มารดาถามพร้อมกับเลิกคิ้วเพราะทราบว่าตำแหน่งงานของว ่าที่ลูกสะใภ้คนที่สอง นั้นกำลังรุ่งอยู่ทางกรุงเทพฯ”หรือว่าครอบครัวเป็นคน พื้นเพทางนั้น”

    ร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงหน้าขยับตัวเล็กน้อยแบบอึด อัด แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ว่า

    “อิงอรเค้าเกรงใจคุณแม่น่ะครับ เพราะเค้าเป็นผู้หญิงทำงานคงไม่สามารถจะมารับใช้คุณแ ม่ได้อย่างพี่ภัค อิงอรเค้ายังบอกเลยว่าคงหาสะใภ้ที่ประเสริฐอย่างพี่ภ ัคไม่ได้อีกแล้วในยุค นี้ พี่ภัคน่ะ...สารพัดจะยอมคุณแม่แบบต้องเรียกว่า...ประ เสริฐ การที่ผมกับอิงอรแยกกันไปอยู่ที่อื่นจะเป็นผลดีกับเร าทุกคน”

    “อ้าว แล้วทำไมต้องไปถึงลำปาง ที่ทางบ้านเรามีมากมาย ที่หลังบ้านก็ยังอีกตั้งสองร้อยวาให้ช่างเขาสร้างบ้า นอีกหลัง ไม่กี่เดือนก็เข้าอยู่ได้ เออแน่ะ ไปอยู่เสียไกลปืนเที่ยง แล้วเวลาแม่จะไปหามีลำบากแย่หรือ อีกหน่อยมีหลานใครจะดูให้”

    คุณนิดมองหน้าลูกชายอย่างจะค้นหาความจริงตามนิสัยของ คนที่ชอบจับผิด อีกฝ่ายถอนใจเบาๆ

    “คุณแม่คงไม่ชอบลูกสะใภ้แบบอิงอรหรอกครับ เพราะเธอเป็นคนสมัยใหม่ชอบทำงานมากกว่ามาสนใจคน อื่น โดยเฉพาะงานบ้านงานครัวและเรื่องเข้าผู้หลักผู้ใหญ่ป ระเภทเออๆ คะๆ อิงอรเขาไม่ถนัด พี่ภัคก็อยู่รับใช้คุณแม่ทั้งคน หลานทางนี้ก็สามคนจะเอาอะไรไปเหงาล่ะครับ แต่งแล้วก็ยังไม่มาหาสู่กันได้ กรุงเทพฯกับลำปางเดี๋ยวนี้ขับรถแป๊บเดียวก็ถึงกันแล้ ว”

    ชั่วเวลาแค่”ขับรถแป๊บเดียว” ของลูกชายนั้นกลายเป็นหลายปีหรอกกว่าที่เขาจะลงมาเยี ่ยมมารดา และพี่น้องทางกรุงเทพฯ แม้เมื่อลงมาหาในวาระต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ครอบครัวลูกชายก็ไปเช่าโรงแรมอยู่แทนที่จะมาพักที่บ้ านโอ่อ่า ห้องว่างมีออกมากมายและบ่าวไพร่ครบครัน

    “ก็มาอยู่เสียที่บ้านซี จะได้เจอกันครบๆ หน้า”

    คุณนิดเปรยแม้จะรู้ว่าลูกสะใภ้คนที่สองมักมีเหตุให้ไ ม่อาจมาพบหน้าแม่สามี ได้ คงส่งแต่ลูกและสามีไปเยี่ยมเธอเท่านั้นเอง

    “อึงเค้ามีธุระต้องไปจัดการ ไหนๆ มากรุงเทพฯก็เลยจะได้ไม่เสียเที่ยว”

    คนฟังนิ่งกับคำอธิบายนั้น และเธอคงเดือดเป็นกาน้ำถ้าได้ทราบว่า”ธุระ” ของอิงอรคือการไปเดินหาซื้อข้าวของตามห้าง!! มากกว่าจะไปเยี่ยมแม่สามีที่บ้าน

    “ไม่เอาล่ะค่ะ วุธพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณแม่แล้วกัน อิงไม่ชอบนั่งตอบคำถามของคุณแม่คุณ ดูแกคอยจะจับผิดเรายังไงไม่รู้ คราวที่แล้วจำได้ไหมคะ พอเห็นหน้าหลานก็รีบทักก่อนเลยว่าผอม ทำไมไม่กินให้อ้วนท้วนอย่างเด็กอื่น ฟังแล้วเหมือนเบลมอิงกับวุธกลายๆ ว่าเลี้ยงลูกไม่ดี แต่คุณแม่แกปรายตามาทางอิง แล้วจะให้เราตีความว่าไงคะ โธ่เอ๊ย เด็กผอมก็ดีแล้ว แข็งแรงดีออก ดีกว่าอ้วนฉุเพราะกินไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เฮ้อ อิงว่ามีคุณภัคเธอเป็นสะใภ้คนเดียวก็เกินพอแล้วล่ะค่ ะ ใครจะเหมือนขานั้นทั้งถูกคำต่อหน้าแขก ทั้งถูกตำหนิถูกต่อว่าแรงๆ ก็เฉยอยู่ได้”

    อัษฎาวุธนึกเห็นภาพ”พี่ภัค” ก้มหน้างุดเวลาถูกแม่ของเขาบ่นจนถึงชั้น”จิก” อย่างไม่ปราณี

    “แหม อีพวกกามาอยู่รวมกับหงษ์สอนยากจริงๆ จะวางจานชามช้อนส้อมก็ต้องให้เราขยับให้ดูทุกวั น ไม่รู้จักจดจำใส่กระโหลกไว้มั่ง กับข้าวก็วางเรียงกันเป็นแถวทหารยังกะไหว้ผี แล้วนี่แก้วน้ำล่ะจ๊ะแม่ภัค วันนี้คุณพ่อไม่กลับมารับข้าวเย็นจะไปตะบอยจัดทำไมตั ้งหลายจานหลายชุด ขานั้นจะไปกินกับก๊วนกอล์ฟย่ะ”

    มือที่เคลื่อนไหวอย่างแคล่วคล่องขยับจานบ้าง ช้อนบ้างพอเป็นพิธีให้ถูกใจตัวเอง แต่ลูกชายสังเกตได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนแ ปลงอะไรบนโต๊ะเลย จานถูกหมุนไปเล็กน้อยเท่านั้น และถึงมันจะไม่โดนขยับด้วยฝีมือแม่เขาก็ไม่ได้เป็นเร ื่องคอขาดบาดตายจนขนาด จะทำให้คนทั้งบ้านนั่งลงรับประทานอาหารไม่ได้ แต่สิ่งที่เขาได้เห็นจากพี่สะใภ้คือใบหน้าที่เฉยเมยร าวกับไม่รู้สึกรู้สมกับ คำตำหนินั้น เรื่องราวระหว่างแม้ผัวกับลูกสะใภ้ยังมีอีกมากมายเกิ นจะจดจำ และนั่นคือเหตุผลที่เขาแต่งงานเมื่ออายุปาเข้าไปเกือ บสี่สิบ หากเขาไม่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนในวันหนึ่ง ป่านนี้เขาก็คงยังโสดต่อไป

    “นายจะไปกลัวอะไรวะวุธ ถ้านายคิดว่าอิงอรเขาไม่สามารถรับใช้แม่นายได้อย่างพ ี่สะใภ้ผู้แสนประเสริฐ ตามที่นายเล่า พวกนายก็ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นสิ ก็ต้องเลือกเอาว่าจะแต่งงานหรือจะมัวกลัวอยู่นั่นแหล ะ”

    ในที่สุด อัษฎาวุธเลือกเอาแต่งงานและย้ายไปให้ไกลจากคนที่ภรรย าของเขาเรียกว่า”แม่สามี”

    จากวันเป็นเดือนและเป็นปีจนถึงขั้นหลายปี คุณนิดไม่ค่อยได้เห็นหน้าลูกชายคนรองและหลานเลย ทราบเพียงว่าพวกเขามีความสุขกับครอบครัวและหน้าที่กา รงาน บางคราวเมื่อแม่ส่งข่าวว่าจะขึ้นไปเยี่ยมที่ลำป าง คำตอบที่ได้คือ

    “ลำปางมีโรงแรมดีๆ ที่คุณแม่ต้องพอใจ เรื่องจองโรงแรมผมจัดการให้ได้ในราคาพิเศษเพราะใช้บร ิการเขาบ่อย จะมาเมื่อไหร่ก็ลอกมาล่วงหน้านะครับผมกับอิงและ หลานๆ จะได้มาหา ร้านอาหารเดี๋ยวนี้ก็ทันสมัยใช้ได้ทั้งคุณภาพและรสชา ติ”

    ฟังแล้วคนเป็นแม่ต้องเลิกคิ้วสูง ทำไมเธอต้องไปอยู่โรงแรมแทนที่จะไปค้างกับลูกชายและค รอบครัวของเขา คำพูดนั้นดูห่างเหินและเหมือนไม่ใช่แม่ลูกกัน นี่เธอกลายเป็นคนนอกไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันหรือ

    เสียงแขกที่อยู่ข้างเตียงชวนลูกสะใภ้ของเธอคุยไปเรื่ อยๆ

    “แล้วนี่คุณน้อยกับคุณเนียนเธอไม่มาผลัดเฝ้าคุณแม่เห รอจ๊ะ”

    “ก็มีมาบ้างค่ะ แต่เธอยังโสดนี่นะเลยไม่ถนัดงานเฝ้าไข้และเอาใจคุณแม ่ไม่ค่อยถูก แต่ดิฉันอาศัยว่าไม่ได้ทำงานนอกบ้านและเคยคุ้นกับคุณ แม่เลยไม่ต้องพูดกันมาก คนเจ็บนี่คะ ถ้าได้คนไม่ถูกใจมานั่งเฝ้าจะลำบากนะคะ หยิบจับอะไรไม่ถูกใจคุณแม่จะอารมณ์ไม่ดีเพราะพูดไม่ไ ด้ค่ะ คุณน้อยกับคุณเนียนเธอเลยมาเยี่ยมเป็นช่วงเย็นหลังเล ิกงาน พอทุ่มกว่าทางโรงพยาบาลเขาก็หมดเวลาเยี่ยม จะมานั่งเฝ้าอย่างดิฉันคงลำบากค่ะ”

    เสียงบอกเล่ายิ่งอ่อนโยนยิ่งเหมือนลมที่โหมเชื้ อไฟ ก็ไม่ใช่เพราะหล่อนหรอกหรือนังปิศาจ ทั้งคุณน้อยและคุณเนียนจึงยังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝาตร าบทุกวันนี้

    “ไม่ไหวหรอกค่ะเรื่องแต่งงานยังไม่เคยคิด แค่เห็นพี่ภัคก็เข็ดแล้วค่ะ”

    สองสาวหัวเราะเมื่อมีคนถามเรื่องชีวิตคู่

    “นั่นซี ขนาดแม่เราที่ว่าใจดีนะยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับลูกส ะใภ้เลย ถ้าเราไปเจอเอาครอบครัวคนที่เขาจู้จี้จุจิกมิอ่วมอรท ัยเหรอ”

    “พี่ภัคน่ะแกยอดหญิง วันก่อนคุณแม่ล้มตรงหน้าครัวไม่มีใครกล้าเข้าไปฉุกเพ ราะคุณแม่เค้าส่งเสียง อาละวาดใหญ่เลย มีแต่พี่ภัคคนเดียวเข้าไปอุ้มเอาคุณแม่ให้ลุกขึ ้น แล้วไม่รู้ไงไปอุ้มอีท่าไหนคุณแม่ว่าทำให้สะโพกเคล็ด ไปหลายวันแน่ะ ก็โถ พี่ภัคน่ะตัวนิดเดียวผอมยังกะนางแบบโว้ค ส่วนคุณแม่ตัวใหญ่ยังกะอะไร”

    “ถ้าเป็นน้อยนะคงจ้างรถเครนมายกแม่ผัวเสียเลย จะได้ไม่มาด่าเราทีหลังว่าทำให้แกสะโพกเคล็ด”

    “สงสัยพี่ภัคกับคุณแม่จะเวลาตกฝากไม่กินกันนะ พี่ภัคจับอะไรคุณแม่ก็ขัดตาไปหมด”

    “งั้นเราจะหาสามีก็ต้องเอาเวลาตกฟากแม่สามีมาดูก่อนซ ีนะ แต่งไปแล้วจะได้กลมเกลียวกับเขาได้ ไม่ก็หาที่ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ไม่มีแม่ผัวให้กลัวใจ”

    “หรือไม่ก็อยู่มันไปอย่างนั้นแหละ แม้นแผ่นดินสิ้นแม่สามีที่พึงได้ อย่ามีคู่ให้เสียอารมณ์จะดีกว่า”

    เสียงหัวเราะของลูกสาวสองคนยังก้องอยู่ในโสตประ สาท ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวระหว่างลูกสะใภ้กับเธอจะเข้ าไปมีส่วนกำหนดชีวิตของ ลูกสามคนที่เหลือในบ้าน ความเกลียดที่เห็นหน้าภัคจิรา ลูกสะใภ้คนโตตั้งแต่วันแรกทำให้คุณนิดไม่เคยปราณีผู้ หญิงคนนั้น ไม่ใช่เวลาตกฟากหรือศรศิลป์อะไรทั้งสิ้น หากแต่ภาพที่ลูกชายมองผู้หญิงคนนั้นอย่างแสนรักและชื ่นชม ทำให้ใจของผู้เป็นแม่วูบไปอย่างช่วยไม่ได้”

    เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่เคยวิ่งเขามาหอมแก้มแม่ เอารายงานผลการเรียนมาอวดยามเมื่อได้คะแนนดีเลิศจากก ารสอบ หนุ่มตัวโย่งเก้งก้างที่วิ่งเข้ามาบอกแม่ด้วยใบหน้าแ ดงก่ำว่า

    “สอบติดหมอแล้ว!!”

    หนุ่มน้อยที่เข้ามาใช้มืออังหน้าผากแม่ทันทีที่ได้ยิ นแม่จาม หนุ่มน้อยที่แต่งชุดเรียบร้อยออกไปทำงานตรวจรักษาคนไ ข้ และหนุ่มที่ทำให้แม่มีโอกาสอวดใครต่อใครในวงสนท นาว่า

    “ลูกชายคนโตเค้าเรียนหมอย่ะ!!”

    แต่แล้วหนุ่มน้อยคนนั้นกลับตกไปอยู่ในมือผู้หญิงอีกค นหนึ่ง ผู้หญิงที่ไม่ได้มีส่วนลงทุนในการสร้างเขาขึ้นม าเลย หล่อนเข้ามาอย่างคนมือเปล่าเพื่อจะฉกฉวยเอาสิ่งที่ดี ที่สุดของครอบครัวไป ครอบครอง ผู้หญิงที่เข้ามาแทนที่แม่ หล่อนจะได้รับการหอมแก้มจากเขา หล่อนจะได้รับทราบข่าวดีทุกอย่างจากเขา หล่อนจะเป็นคนที่คุยว่า”สามีเป็นหมอค่ะ” และหล่อนได้กลายมาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทุกอย่างของหนุ ่มน้อยคนนั้น มันน่าแค้นใจน้อยอยู่หรือ

    สงครามที่คุณนิดก่อขึ้นนั้นเธอเองเป็นฝ่ายรุกตลอดเวล าสิบห้าปีที่ลูกสะใภ้ เข้ามาอยู่ในบ้าน ภัคจิราออมปากออมคำและอดกลั้นเสมอมา จนคุณนิดเองไม่เคยฉุกคิดเลยว่าทำไมลูกสะใภ้ช่างอดทนเ หลือเกิน จนวันนี้ วันที่คุณนิดมีแต่”แม่ภัค” คนเดียว เธอจึงนึกรู้ได้ว่า”แค้น” นี้คืนสนองเธออย่างเจ็บแสบ หนุ่มน้อยน่ารักคนเดิมไม่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียนแม่อีก เลย เขาไม่พอใจความอยุติธรรมที่เมียได้รับจาแม่

    “คุณแม่อคติกับภัค ผมว่าคุณแม่ยังโชคดีที่ภัคเขาไม่ได้คิดอะไร ไม่อย่างนั้นป่านนี้คุณแม่จะหาใครมารับใช้ได้ ตาวุธก็เมียไม่อยากอยู่ใกล้คุณแม่ น้อยกับเนียนก็วุ่นอยู่ตามประสาคนโสด อย่าหาว่าผมอกตัญญูเลยนะครับ คุณแม่น่าจะดีกับภัคให้มาก”

    ยิ่งวันเขาก็ยิ่งมองเห็นความดีของนังเมียมากขึ้นจนแม ่กลายเป็นผู้ร้ายไป ส่วนลูกชายคนรองนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขานั้นจากไปนานแล้ว สิ่งเดียวที่เธอยังห่วงคือลูกสาวสองคนในวัยสี่สิบต้น ๆ ป่านนี้แล้วยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝา คิดแล้วความเจ็บก็แล่นแปล็บผ่านจากลำคอไปที่ทรว งอก ศึกชีวิตครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก รู้ตัวว่าคงยากจะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราช แม้จะมีลูกชายเป็นหมอแต่นั่นไม่ใช่เครื่องประกันว่าจ ะไม่ตาย ถ้าเธอตายไปลูกสาวสองคนจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ”ผู้ชนะ” สุดท้ายคือลูกสะใภ้นั่นเอง ภัคจิราเป็นผู้เดียวที่จะได้ครอบครองทุกอย่างที่เคยเ ป็นของแม่สาม บ้านหลังใหญ่ ที่คนในกองมรดก ลูกชายที่เธอแสนรัก และที่สำคัญจะได้รั้งตำแหน่งคนสำคัญที่สุดของบ้านสืบ ต่อจากเธอ

    เพียงแต่คิดร่างนั้นก็เปรียบเหมือนถูกเผาด้วยเปลวเพล ิง ร้อนรุ่มไปด้วยความโกรธและความรู้สึกว่าแพ้ โอ้ จริงดังที่พระท่านว่าไว้”สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” แท้ๆ เทียว ยังไม่ทันดับสูญหมดลมแต่กลับถูกเผาผลาญด้วยความคิดขอ งตนเอง...ยิ่งเมื่อได้ คำตอบที่ชัดเจนของการกระทำของตัวเอง ยิ่งเมื่อได้คำตอบที่ชัดเจนของการกระทำของตัวเองที่ม ีต่อลูกสะใภ้คนโต คุณนิดก็ยิ่งแค้นแน่นสุมหัวอก

    “อีภัคคนเดียว มันทำให้ครอบครัวต้องแตกสลาย และลูกสองคนหมดโอกาสมีครอบครัว”

    ร่างบนเตียงดิ้นรนไปมาจนแขกและลูกสะใภ้ที่เฝ้าอยู่ตก ใจ เสียงตามพยาบาลดังขึ้นทันที

    “ใจดีๆ ไว้คุณนิด ลูกสะใภ้กำลังไปตามหมอมา โธ่เอ๊ย เจ็บมากหรือคุณ”

    มืออุ่นลูบไล้แขนอย่างหนักแน่นขึ้น แต่อีกฝ่ายสะบัดออก มีคำพูดมากหลายที่อยากจะเปล่งออกมาให้สาแก่ใจ

    “อีภัค อีคนเนรคุณ แกคงดีใจที่ชั้นกำลังจะตาย...”

    ไม่มีใครได้ยินคำพูดนั้นเพราะผู้ป่วยไม่อาจเปล่งเสีย งออกมา พักเดียวจริงๆ ที่พยาบาลและหมอถูกตามมาอย่างเร่งด่วน เสียงหมอแว่วมาว่า

    “คงเพ้อนิดหน่อยครับเพราะให้ยาไว้สักครู่แล้ว”

    “คุณแม่ไม่เจ็บใช่ไหมคะ” เสียงภัคจิราถามหมออย่างกังวลและขลาดเขลา

    “ไม่หรอกครับ เราให้ยาระงับความปวดไปจึงมีอาการเบลอๆ บ้าง สักพักก็จะหลับสบาย ถ้ามีอะไรก็ตามได้ทุกเมื่อนะครับ”

    “ของคุณค่ะ” เสียงตอบแผ่วเบา คนที่นอนฟังอยู่บนเตียงกำมืออย่างทำอะไรมากกว่านี้ไม ่ได้ เสียงพยาบาลคุยกับแขกที่มาเยี่ยม

    “อิจฉาอาจารย์หมอวราวุธจังค่ะ” อาจารย์โชคดีที่มีแฟนดีๆ อย่างนี้ เดี๋ยวนี้หาลูกสะใภ้ที่มานั่งเฝ้าคุณแม่สามีแบบนี้ไม ่ได้แล้วนะคะ”

    “นั่นซีคะ ดีกว่าลูกตัวเสียอีก หนูภัคทำได้ยังไงคะนี่”

    ก่อนจะผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยา คุณนิดยังทันได้ยินเสียงอ่อนโยนตอบเบาๆ ว่า

    “แม่ผัวก็เหมือนแม่ตัวแหละค่ะ”

    อยากจะตะโกนว่า”อีตอแหล” ให้หายแค้น แต่ความ”แค้น” ก็ได้แต่แน่นอยู่ในอก

  7. #7
    hananga
    Avatar von hananga

    Re: เรื่องสั้น

    เด็ก น้อยได้รับตุ๊กตาตัวใหม่สมดังที่ใจปรารถนา เพราะสามารถสอบได้อันดับหนึ่งของห้อง คำชมของครู ของเพื่อน และที่สำคัญที่สุดของพ่อแม่ ปูย่า ตายาย รวมไปถึงวงศาคณาญาติ มาผนวกกับความสมหวังที่ได้ตุ๊กตาตัวโปรดทำให้เด็กน้อ ยทั้งปลื้มทั้งปิติ ยินดีจนน้ำตาคลอ
    "หนูตั้งชื่อให้ว่าน้องฝ้ายนะคะแม่" เด็กน้อยเข้าไปคลอเคลียอยู่ข้างๆ มารดา ในอ้อมแขนมีน้องฝ้ายถูกกอดกระชัยไว้แน่นหนาด้วยความร ัก ความพึงใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยม "ส่วนยายอ้อนหนูจะยกให้สมัยดีมั้ยคะแม่...เห็นสมัยอย ากได้อยู่เหมือนกัน" ตอนท้ายเด็กน้อยหารือ
    มารดาเหลียวมามองยิ้มๆ วางหนังสือที่กำลังอ่านลงบนตัก คว้าร่างลูกน้อยมากอดไว้ในอ้อมแขน พลางถามอย่างเอ็นดู
    "แล้วหนูไม่รักยายอ้อนแล้วหรือจ๊ะ"
    "ไม่ค่อยรักแล้วค่ะ...มันขี้อ้อนจะตาย ซ้ำก็เก่าแล้วนี่คะ"
    "ก็เลยอยากยกให้สมัย"
    มารดาดักคอ
    เด็กน้อยย่นจมูก "สมัยได้แค่นั้นก็พอแล้วนี่คะ เป็นเพียงลูกคนใช้..."
    รอยยิ้มของมารดาเลือนไป แต่แววปราณีระคนความวิตกกังวลปรากฏจางๆ ในแววตา เธอโยกร่างบอบบางของลูกสาวเบาๆ พลางใช้คางถูไถบนศีรษะที่มีผมดกดำยาวลงเคลียไหล ่ ปากก็ว่า
    "ทำไมหนูพูดอย่างนั้นละจ๊ะ ไม่ดีเลยนะรู้มั้ย"
    "ไม่ดีตรงไหนคะ"
    เด็กน้อยเลิกคิ้วถาม
    "ไม่ดีตรงที่หนูไม่ว่าสมัยเป็นแค่ลูกคนใช้..." มารดาพยายามชี้แจงแบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น "หนูพูดแบบนี้ก็เหมือนหนูดูถูกสมัย...แม่พูดถูกมั้ยจ ๊ะ"
    "แต่หนูพูดความจริง"
    เด็กน้อยแย้งขึงขัง
    "ใช่จ้ะ...แต่ความจริงบางอย่างเราก็ไม่ควรพูด ถ้าสมัยมาได้ยินเข้าคงเสียใจแย่"
    เด็กน้อยเบะปาก
    "ช่างปะไร ได้ยินหรือไม่ได้ยิน เสียใจหรือไม่เสียใจ สมัยก็ทำอะไรหนูไม่ได้อยู่แล้วนี่คะ" เด็กน้อยยังมีความเชื่อมั่นในตนเองอยู่เต็มเปี่ ยม "ไม่รู้ละค่ะ ในเมื่อหนูพูดความจริง...หนูก็จะไม่แคร์อะไร คนพูดความจริงเป็นคนดีไม่ใช่หรือคะแม่"
    มารดารับคำเบาๆ ในลำคอแล้วเงียบงันไป ความรู้สึกของเธอวูบไหวประหวั่นอย่างบอกไม่ถูก...ลูก ของแม่สวยน่ารักเหลือ เกิน เรียนเก่งเหลือเกิน แต่แม่อยากให้ลูกได้รับคำชมต่ออีกว่า เป็นคนดีเหลือเกินจังเลย...ลูกจะให้แม่ได้หรือเปล่าห นอ...
    เธอได้แต่คิด ทว่ามิได้ปริปากออกมา เพราะวัยของลูกยังอ่อนเกินไป และก็เพราะความ "อ่อนวัย" นี่แหละที่ทำให้เธอเกิดความหวังว่าการสั่งสอนอบรมผนว กกับวันเวลาและวัยที่ สูงขึ้นจะช่วยให้หนูน้อยมีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มองโลก มองเพื่อนมนุษย์ในแง่ดี รวมทั้งเป็นบุคคลที่พร้อมด้วยวุฒิทางปัญญาและอารมณ์ไ ด้
    "เอางี้มั้ยจ๊ะ..." มารดาเป็นฝ่ายหารือบ้าง "ยายอ้อนน่ะลูกเก็บไว้เถอะ แม่คิดว่าแกก็คงเสียใจที่พอได้น้องใหม่มา หนูก็ไม่รักแก ยกแกไปให้คนอื่นง่ายๆ อย่างนี้...ส่วนสมัยแม่จะหาซื้อตัวใหม่ให้ เมื่อก่อนแม่ก็ลืมไป ไม่คิดว่าสมัยอยากได้ตุ๊กตา เห็นเขาชอบเล่นหม้อข้าวหม้อแกง ปีนต้นมงต้นไม้เล่นเสียมากกว่า"
    เด็กน้อยนิ่งคิดอยู่ราวกว่าอึดใจและก็ให้คำตอบที่ทำใ ห้มารดาต้องงันเงียบไปอีกวาระหนึ่ง
    "ก็ได้ค่ะ...แต่ต้องสวยน้อยกว่าน้องฝ้ายของหนูนะ คะ"
    จากวันนั้น เด็กน้อยเฝ้าฟูมฟักตุ๊กตาตัวใหม่เป็นอย่างดี ถักเปียให้ทุกวัน เลือกสรรแต่เสื้อผ้าดีๆ ให้ และเอาติดสอยห้อยตามไปแทบจะทุกหนทุกแห่ง ส่วนยายอ้อนถูกเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้าและนิ่งสงบอยู่ที ่นั่นโดยดุษณี...
    "น้องฝ้ายไม่ดื้อเลยล่ะค่ะแม่" เด็กน้อยรายงานมารดาอย่างภาคภูมิใจ "หนูจะทำอะไรก็ไม่เคยขัด...ไม่เหมือนนังมันแกวหรอกแม ่ ทั้งโง่ทั้งดื้อเหมือนเจ้าของไม่มีผิด"
    "มันแกว...?"
    มารดาเลิกคิ้ว ยังไม่ทันปริปากถาม ก็ได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายราวกับรู้ดีว่าคู่สนทนาสงสัย เรื่องอะไร
    "ก็น้องสมัยไงล่ะแม่..." พูดแล้วเธอก็หัวเราะคิก "หนูตั้งให้สมัยเขาเองแหละ เห็นสมัยชอบกินมันแกวนักนี่ น้องก็ควรชื่อมันแกวจริงมั้ยคะ"
    มารดาได้แต่ทอดถอนใจ
    "แล้วสมัยเขายอมหรือลูก"
    "ทำไมจะไม่ยอม มีอะไรที่สมัยเกล้าเถียงหนูบ้างล่ะ แม่ก็ทราบนี่คะ"

    ๒...
    วันเวลาผ่านไป...จากเด็กน้อยมาสู่ความเป็นหญิงสาวและ ก้าวสู่ความเป็นแม่ที่มีตุ๊กตาชีวิตเป็นของตนเองถึงส องคน
    เธอทุ่มเทให้กับลูกสาวคนโตที่ถอดแบบความงาม ความฉลาดเฉลียวไปจากเธอจนครบถ้วน ส่วนลูกสาวคนที่สองทั้งรูปลักษณ์และสติปัญญาส่งผลให้ เธอเกิดอคติจนแทบจะไม่ ชายตาไปแลเลยแม้แต่น้อย...
    จนแม้สามีได้แยกทางไป เธอก็ไม่ยอมจะยกลูกสาวคนเล็กที่เขาขอแบ่งไปเลี้ ยง ไม่ใช่เพราะรักและหวงลูกแต่เป็นเหตุผลที่เธอให้กับเพ ื่อนสนิทที่เธอมีอยู่ เพียงคนหรือสองคนว่า
    "ฉันจะแกล้งเขา...เขารักยายเล็กมาก ขืนให้ไปก็เปรมอุราแย่ซี..."
    แต่เขาทำหมันแล้วไม่ใช่หรือ ถึงเขาไปมีใหม่ เขาก็มีลูกไม่ได้"
    "ช่างปะไร...มีไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของฉัน"
    "เธอว่าเธอไม่ค่อยรักยายเล็ก เธอก็น่าจะยกให้พ่อเขาไป เธอเลี้ยงลูกสองคน โดยให้ความรักไม่เท่ากัน เด็กจะมีปัญหาได้นะ"
    ผู้ถูกยิงยิ้มอย่างไม่ยี่หระ
    "คอยดูไปก็แล้วกันว่ามันจะมีปัญหาหรือไม่"
    เธอพูดอย่างมาดมั่น และเป็นความมาดมั่นที่ไม่มีเพื่อนคนใดคิดจะแปรเปลี่ย น เพราะรู้ว่าความเป็นไปได้น้อยเต็มที

    ๓...
    วันเวลาผ่านไป...ตุ๊กตาตัวโปรดที่เธอสามารถลิขิตชีวิ ตได้ทุกอย่าง เริ่มแปรไปเมื่อวัยและโลกทัศน์ของหนูน้อยมากขึ้ น
    "แม่อย่ามายุ่งกับหนูนักเลยได้มั้ยคะ" ลูกสาวคนโตเอ็ดอึงและนับเป็นครั้งแรกที่ตุ๊กตามีชีวิ ตเริ่มต่อต้านพฤติกรรม ของอีกฝ่าย "หนูโตแล้วนะคะแม่ ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่แม่มาคอยกำกับอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวจับแต่งตัว ถักนั่น ทานี่ ให้กินไอ้นั่น ไม่ให้กินไอ้นี่ เดี๋ยวอ้วนไปไม่สวย...เดี๋ยวผอมไปไม่งาม...หนูโตแล้ว นะคะแม่" ลูกสาวย้ำ "และหนูก็ทำงานแล้วด้วย...หนูควรจะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองบ้างสิแม่"
    ผู้เป็นมารดานิ่งอึ้งตะลึงงันไปกว่าอึดใจใหญ่ ก่อนจะแผดเสียงออกมาลั่นบ้าน
    "แม่ใหญ่! ใครใช้ให้แกพูดกับแม่อย่างนี้...แกชักจะมากไปแล้วนะ! "
    "ก็ทีแม่พูดกับคุณพ่อ พูดกับยายเล็กละคะ ไม่มากไปหรือไง...ตอนเด็กๆ หนูเห็นแม่ตะคอกใส่คุณพ่อเสมอ...คุณพ่อคิดถึกแล้วล่ะ ค่ะที่ไปจากแม่ ยายเล็กสิคะแม่...ยายเล็กคงทนแม่ได้ มีอะไรก็เก็บปากเงียบ ได้แต่แอบไปร้องไห้อยู่ในห้อง ถ้าแม่จะใช้อำนาจ แม่ไปใช้กับยายเล็กนะคะ อย่ามาใช้กับหนูอีก...ถ้าแม่ไม่เชื่อหนูจะไปจากที่นี ่ จะไม่กลับมาอีกเลย จะไม่กลับมาจริงๆ ด้วย!"

    ๔...
    เด็กสาวกลับมาถึงบ้านเมื่อตะวันลับขอบฟ้าไปไม่น าน บ้านเงียบสงัดและวังเวงจนน่าประหลาดใจ ทั้งๆ ที่ความความจริงแล้วการพบกับสภาพเช่นนี้ออกจะเป็นสิ่ งที่เธอคุ้นเคย
    เธอเดินผ่านเข้าไปในครัว หวังว่าจะพบใครคนหนึ่งที่นั่นและเธอก็ไม่ผิดหวั ง
    ป้าเนียมคนครัวยิ้มให้เมื่อเห็นมาเห็น แต่ก็เป็นยิ้มที่แฝงความกังวลแปลกๆ
    "กลับมาแล้วหรือคะคุณเล็ก...หิวหรือเปล่า ป้าเตรียมของว่างไว้ให้แล้ว"
    "เพิ่งทานส้มตำกับเพื่อนมาค่ะ...แล้วนี่คุณแม่กับพี่ ใหญ่ไปไหนคะ...บ้านเงียบจัง"
    "คุณใหญ่กับคุณแม่ทะเลาะกันค่ะ...ทะเลาะกันรุนแรงมาก ..." คนเล่าเล่าช้าๆ ท่าทีตระหนกตกตื่นยังปรากฏให้เห็นรางๆ "ทะเลาะกันแล้วคุณใหญ่ก็ผลุนผลันออกไป ส่วนคุณแม่ก็ขึ้นไปข้างบน ครู่ใหญ่ๆ ก็ขับรถออกไป...ท่านคงขึ้นไปร้องไห้ เห็นหน้าตาแดงก่ำ ตาบวมทั้งสองข้างเชียว"
    คนรับสารฟังด้วยสีหน้าเครียดขรึมก่อนจะถอนใจยาวอย่าง อ่อนล้าในหัวใจ พอเธอขยับ อีกฝ่ายก็มีท่าทีราวกับเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
    "อ้อ...คุณแม่สั่งไว้ว่า ถ้าคุณเล็กกลับมาให้แวะไปที่ห้องท่านด้วย ท่านมีอะไรฝากให้คุณเล็ก...วางอยู่หน้ากระจกน่ะ ค่ะ"
    "ของฝาก..." เด็กสาวพึมพำอย่างฉงนใจ สายตาของผู้ที่มองตรงมาก็มีความฉงนฉงายไม่แพ้กั น
    "งั้นรีบไปดูเถอะค่ะคุณเล็ก" ป้าเนียมคะยั้นคะยอ "ถ้าไม่เป็นความลับ หรือเป็นการละลาบละล้วงเกินไป คุณเล็กบอกป้าด้วยนะคะ"
    "ค่ะ...เล็กจะไปดูเดี๋ยวนี้แหละ"
    บนโต๊ะเครื่องแป้งแม่มีกระดาษเขียนจดหมายสีขาวสะอาดพ ับอยู่เรียบร้อยวางอยู่
    เด็กสาวหยิบขึ้นมาและเปิดอ่านเงียบๆ อย่างสนใจและใครรู้เสียจริงๆ จังๆ
    "ถึงลูกเล็ก...
    ลูกคงแปลกในที่แม่เรียกลูกอย่างนี้ ตลอดเวลาที่เล็กจำความได้ เล็กคงไม่เคยได้ยินแม่เรียกเล็กอย่างนี้เลยใช่มั้ย.. .แม่ละอายใจเหลือเกิน แม่ตุ๊กตาตัวน้อยของแม่...ตุ๊กตาที่แม่ไม่เคยมองเห็น ความสะสวย ไม่เคยมองเห็นคุณค่า เห็นราคา แม่กลับไปหลงในรูป หลงในความฉลาดเฉลียว พึงพอใจ อิ่มเอิบใจทุกครั้งที่ใครๆ พากันชมลูกสาวคนโตของแม่ว่าช่างสะสวย ช่างฉลาดเรียนดีเหลือเกิน และแม่จะไม่พอใจทุกครั้งที่ใครมาเอ่ยถึงลูกเล็กในแง่ ของความเป็นเด็กดี เพื่อเปรียบเทียบกับตุ๊กตาตัวสวยที่แม่หลงชื่นช ม...
    บทเรียนครั้งนี้ทำให้แม่ได้รับความทุกข์ ความทรมานใจอย่างยิ่ง...แต่แม่ยังมีความหวัง เพราะแม่ยังมีลูกเล็ก ลูกที่แสนดีของแม่ ลูกยกโทษให้แม่ได้มั้ยจ๊ะ และก็สัญญากับแม่ได้ไหมว่าลูกจะอยู่กับแม่ ลูกจะไม่ทิ้งแม่ไป และที่สำคัญลูกจะไม่แต่งงานกับเพื่อนชายที่มาติดพันค นนั้น...แม่เชื่อว่าลูก คงไม่เห็นคนอื่นดีไปกว่าแม่หรอกนะลูก..."
    เด็กสาวเดินถือจดหมายของมารดากลับไปที่ห้องส่วน ตัว นั่งครุ่นคิดอะไรอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนจะเขียนจดหมายตอบมารดา บอกกล่าวถึงสิ่งที่เธอตัดสินใจ
    "กราบเท้าคุณแม่ที่เคารพรักอย่างยิ่ง...
    วันนี้เป็นวันที่เล็กมีทั้งความสุขใจและความทุกข์ใจม ากพอๆ กัน เล็กสุขใจในข้อที่ว่าสิ่งที่เล็กคิดมันเป็นความ จริง คือแม่รักเล็ก แม้จะน้อยกว่าพี่ใหญ่ก็ตาม ทว่าสิ่งที่เล็กทุกข์ใจก็คือเล็กไม่อาจทำตามที่แม่ขอ ร้องได้ ที่เล็กทำไม่ได้ไม่ใช่เพราะเล็กไม่รักแม่ ไม่เห็นใจแม่ หรือโกรธแม่จนให้อภัยแม่ไม่ได้ แต่แม่คะ...แม่คงไม่ทราบว่าทุกครั้งที่เล็กถูกแม่ลงโ ทษ เล็กจะแอบไปหาคุณพ่อ ไปร้องไห้กับคุณพ่อ คุณพ่อจะปลอบใจและให้กำลังใจเล็กมาโดยตลอด
    ข้อสำคัญแม่คงลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเล็กกับพ่อแ ล้วละมังคะ เมื่อเล็กอายุ ๒" ปีบริบรูรณ์จะให้เล็กไปอยู่กับคุณพ่อได้ และคำมั่นสัญญานี้แม่เป็นผู้ให้กับเล็กและคุณพ่ อเอง
    เล็กขอไปอยู่กับคุณพ่อเถอะนะคะ เพราะตอนนี้คุณพ่อสุขภาพก็ไม่ค่อยดีนัก คุณพ่อจัดห้องไว้ให้เล็กแล้วด้วย ส่วนการแต่งงานนั้นเล็กจะใคร่ครวญให้รอบคอบก่อน ค่ะ เพราะเล็กได้บทเรียนชีวิตความเป็น "ครอบครัว" ของเราได้ลึกซึ้งเหลือเกิน และถึงแม้เล็กจะไอยู่กับคุณพ่อ เล็กจะหมั่นมาเยี่ยมคุณแม่ค่ะ
    เล็กขอภาวนาให้แม่กับพี่ใหญ่เข้าใจกันอีกครั้งน ะคะ และขอให้พี่ใหญ่กลับมาเป็นตุ๊กตาแสนสวยที่สร้างความส ุข ความชื่นชมให้แม่อีกครั้งนะคะ
    กราบเท้าคุณแม่ด้วยความรักและเคารพยิ่ง
    ตุ๊กตาตัวน้อยของแม่ค่ะ


  8. #8
    Lanna
    Avatar von Lanna

    Re: เรื่องสั้น

    อำเภอบ้าน แหลมในช่วงที่ฉันเขียนถึงนี้ ทุกวันไม่มีใครอยู่ว่างๆ เลย มีการงานมากมายให้รับจ้างทำ คนมีเงินเป็นฝ่ายลงทุนในกิจการต่างๆ ส่วนคนจนเป็นฝ่ายทุ่มเทเรี่ยวแรงมาใช้รับจ้างจนกว่าง านต่างๆ จะลุล่วงไป ทั้งในกิจการเรือหาปลา อู่ต่อเรือ นากุ้ง นาเกลือ แม้แต่งานก่อสร้างต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเพราะเมื่อขยายใหญ่โตยิ่งขึ้นทุกที งานในสวนมะพร้าว ในโรงเคี่ยวน้ำตาล หรืองานรับจ้างตากหมึก แกะหอย ปู ปลา

    ทุกคนทำงานท่ามกลางแสงแดดเรืองรอง และสายลมสดใสที่พัดพาเอากลิ่นทะเลโชยชื่นอยู่ทุกถนนใ นเมือง

    แล้วฉันก็ได้ข่าวจากนายจ้างที่เป็นอีสลามของแพว่าเขา ไม่ได้พาฝูงวัวออก เลี้ยงหลายวันแล้ว เพราะอาการเจ็บไข้ที่เพิ่มมากขึ้น ฉันออกตามหาเขา และได้พบเขาในห้องสมุดของโรงเรียนประจำอำเภอ ชาญผู้ป่วยไข้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมุดบันทึกเล่ มเก่า ท่าทางค่อนข้างเลื่อนลอยมีหนังสือเรื่องฝันสีดำของนั กเขียนอีหร่านที่ฆ่าตัว ตายวางอยู่ข้างตัว...ทำไมต้องเป็นฝันสีดำด้วยนะ เมื่อฉันนั่งลงตรงกันข้าม เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วถามว่าฉันอยากจะฟังข้อความจากหนังสือซึ่งเขาคัดล งไว้ในสมุดไหม ฉันไม่แน่ใจนัก แต่ก็พยักหน้ารับ แต่ก็พยักหน้ารับ และเขาก็เริ่มอ่าน ฝนกำลังตกอยู่นอกหน้าต่าง ชมพูพันธ์ทิพย์บานจนเริ่มโรยแล้ว สายฝนอันหนาวเย็นทำให้กลีบอันบอบบางร่วงเกลื่อนพื้นอ ยู่ทุกหนทุกแห่ง

    “ตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่ดวงตาของเธอยังกระแสธารแห่งชีวิตไหลหล าก ความทรงจำที่ฉันมีต่อดวงตาของเธอนั้นก็ทำให้ฉันต้องเ ร่าร้อนทรมาน...” ฉันได้ยินแพกำลังอ่านข้อความนั้นอยู่แว่วๆ แต่แล้วเขาก็เงียบไป เพราะเขากำลังมองดูฝนตกอยู่เช่นเดียวกัน...

    “ทำไมเธอเศร้านัก...” เขาถาม แต่ฉันนิ่งเงียบ เขาพูดต่อไปอีกว่า

    “เพราะฤดูกาลเปลี่ยนไปแล้วอีกครั้งหนึ่ง แต่รงค์ยังไม่กลับมาใช่ไหม...ฉันอยากให้มีใครสักคนรอ คอยฉันอย่างนี้บ้าง เหลือเกิน...” เขาพูดอย่างล้ำลึก

    “เพื่ออะไรกันล่ะ”...” ฉันถาม

    “เพื่อที่ฉันจะได้เรียนรู้ความหมายทั้งหมดของชีวิตอย ่างไรล่ะ เพราะชีวิตเท่าที่ฉันรู้จักทุกวันนี้เป็นเพียงความโด ดเดี่ยว...”

    “ฉันก็รู้ในสิ่งเดียวกับเธอนั่นแหละ บางทีมนุษย์ส่วนมากก็คงเรียนรู้ชีวิตในด้านนี้เช่นเด ียวกัน...รวมทั้งรงค์ ด้วย” ฉันพูดเขานิ่งขึงมองฉันแล้วก็ว่า

    “อีกไม่นานรงค์ก็จะกลับมา อาจจะหลังฤดูนี้...อาจเป็นช่วงเดียวกับที่ฉันได้เข้า เรียนในวิทยาลัยอีก”

    “ฉันก็หวังอย่างนั้น...”

    “ใช่ที่เราหวัง แม้จะเพื่อผิดหวังเท่านั้นก็ตาม”

    แล้วเขาก็เงียบไป แพมักจะเงียบไปครั้งละนานๆ เสมอ และฉันก็ปล่อยเขาไว้โดยไม่รบกวน

    แต่เมื่อออกมาเดินที่ถนน ฉันจึงเริ่มสังเกตเห็นว่าเขาเงียบอย่างผิดปกติ คนงานรับจ้างเปียกปอนขี่จักรยานผ่านเราไปด้วยท่าทางห นาวสั่นในความมืดมัวของ บรรยากาศแห่งเมฆฝน คนยากจนเหล่านั้นดูเศร้าสร้อย ไม่ต่างจากทหารที่กลับจากสนามรบอย่างพ่ายแพ้และบาดเจ ็บ แพมองดูคนเหล่านั้นด้วยแววประหลาดในดวงตา

    “เล่าเรื่องความรักของเธอให้ฉันฟังอีกซี...” เขาพูด

    “ฉันฝันถึงเขา...”

    “เธอฝันอะไร...”

    “ฉันฝันว่าเขาเป็นกาลาสีร่อนเร่อยู่ในทะเล แล้วเรือของเขาก็เล่นไกลออกไป ไกลออกไปทุกทีโดยไม่คืนฝั่ง โดยที่ฉันไม่อาจติดตาม...”

    แพหยุดเดิน ละอองฝนทำให้เส้นผมและบ่าไหล่ของเขาชุ่มโชก แต่เขาไม่ได้เอาใจใส่กับมัน ทั้งๆ ที่ฉันรู้สึกว่าเขาตัวสั่น นัยน์ตาเขาเบิกกว้างมองดูฉัน และเม้มปากซีดเซียวของตนเอง ฉันเอื้อมมือไปดึงเขาให้พ้นจากสายฝน

    “เดี๋ยวนี้เธอก็ฝันอย่างเดียวกันหรือ...” เขาถาม

    “ไม่หรอก เดี๋ยวนี้ฉันมักเห็นเขาว่ายน้ำเล่นอย่างมีความสุขอยู ่ในแม่น้ำ เหมือนวันเก่าๆ ที่เราเคยไปว่ายน้ำเล่นด้วยกัน ฉันเห็นไหล่กับไผเม็ดนั้นด้วย...ไฝที่ฉันเคยจูบ...ฉั นอยากร้องเรียกให้เขา ขึ้นมานอนบนหาดทรายอุ่นๆ ริมแม่น้ำ เพื่อที่เราจะได้เคียงข้างกันตลอดกาล แต่สีหน้าที่มีความสุขของเขาทำให้ฉันเพียงแต่มองดูเฉ ยๆ จนกระทั่งร่างของเขาค่อยๆ จมหายไป...”

    “โอ...” แพร้องคล้ายกับว่าคำพูดนี้กระทบส่วนที่ลึกที่สุดในใจ เขา

    “ฉันฝันว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ และเมื่อไม่มีข่าวคราวจากเขาเลยเนิ่นนานเช่นนี้ ฉันก็อยากจะเชื่อว่าเขาตายไปแล้วจริงๆ ...” ฉันพูดอย่างเศร้าสร้อย “ฉันเชื่อนะว่า หากรงค์ตายไปแล้วจริงๆ เขาย่อมต้องติดตามหาฉันให้พบ ฉันจึงรอเขาอยู่เพื่อเขาจะได้พาฉันไปสู่ห้องๆ หนึ่งๆ ที่ไร้กาลเวลา...”

    แพยิ้มอย่างอ่อนโยน และว่า “ความฝันของเธอช่างสวยงาม ถ้าหากฉันต้องตายภายในเร็วๆ วันเหมือนที่ใครๆ พูดกัน ฉันก็จะค้นหาเธอดุจเดียวกัน...”

    ฉันเงยหน้าขึ้นมองดูเขา ฝนซาลงแล้ว เหลือแต่ละอองเล็กๆ นุ่มเนียนหล่นโปรยหยาดน้ำร่วงจากชายคาบ้านเรือนและต้ นไม้ที่เราเดินผ่าน รอราเริ่มสัญจรไปมาอีกครั้ง ไฟฟ้าในเมืองเปิดแล้ว และท้องฟ้ามืดดำ เนื้อตัวแพเย็นเฉียบ แก้มตอบและซีดจางลางเลือนในเงาของยามค่ำ ฉันเพิ่งแน่ใจในขณะนั้นเองว่าเขาอ่อนแรงและเจ็บไข้เพ ียงไร แล้วฉันก็ฉุกคิดถึงการที่เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับควา มตาย...

    “เธอจะไม่ตายหรอก” ฉันประกาศ

    “ใช่...ฉันก็หวังอย่างนั้น” เขาพยายามยิ้ม

    “เธอจะไม่ตาย...” ฉันย้ำอีก “เธอต้องมีชีวิตอยู่”

    “ใช่ ฉันจะมีชีวิตอยู่” เขาพูดเหมือนกำลังให้สัญญากับเด็กๆ พลางเอามือลูบหน้าตัวเอง พยักหน้ากับฉันอย่างหนักแน่น เขายิ้มอีก แต่มีบางอย่างทำให้ฉันเป็นทุกข์อย่างไม่มีเหตุผ ล เราเงียบกันไปนาน มีร้านเหล้าเล็กๆ ที่มุมถนน แพหยุดมองเข้าไปข้างใน

    “ฉันอยากกินเหล้า ฉันมีเงินนะ” เขาพูด

    “ไม่ได้นะ” ฉันพูด “เงินนั่นต้องเก็บเอาไว้ตอนเธอเข้าเรียนวิทยาลัยเทอม หน้า”

    “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถิด...” แพพูด

    “แต่หมอห้ามนะ” ฉันแย้งอีก

    “ให้พวกหมอตายไปเถิด...ถ้าฉันจะตายก็ไม่ใช่เพราะเหล้ านี้หรอก แต่เพราะฉันต้องตายเท่านั้น เธอบอกว่าฉันจะไม่ตายเพราะโรคนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นอย่าห้ามฉันเลย...”

    เขาสั่งเหล้า ในร้านไม่มีใครเลย อาจจะเพราะยังหัวค่ำเกินไป นอกจากพนักงานหนุ่มที่ดูครุ่นคิดคนหนึ่ง เขาผสมเหล้าให้แพแล้วก็กลับยืนที่เคาน์เตอร์ตาม เดิม มองเหม่อออกไปข้างนอกที่เวลาค่ำกำลังปกคลุมลงมา ฉันเปิดหนังสือพิมพ์ออกอ่านมีข่าวการฆ่าตัวตายของเด็ กหนุ่ม ซึ่งไร้ชื่อเสียงเรียนนาม รายงานข่าวบอกว่าเขาคงเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้าไปหาง านทำในกรุงเทพฯ มีเสียงรถไฟกำลังแล่นเข้าเทียบที่สถานี และฉันหวนคิดถึงวันที่ไปส่งรงค์ที่สถานีรถไฟเมื่อนาน มาแล้ว...แพนั้นนิ่ง เงียบเหมือนไร้ตัวตน ทอดแขนผ่ายผอมลงกับขอบโต๊ะ มองออกไปที่ถนนเปียกชื้น สะท้อนแสงไฟ และเงาผู้คนเดินผ่านวูบวาบ ฉันแน่ใจในขณะนั้นเองว่าเขากำลังเป็นทุกข์ และแล้วโดยไม่มีเยื่อใยใดๆ เลยเขาเอ่ยปากไล่ฉัน

    “ทำไมเธอไม่ไปเสียนะ” ฉันตกตะลึงกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเข า “ไปเสียเถอะ” เขาระเบิดซ้ำออกมาอย่างหมดความอดทน แม้จะคุ้นกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง ง่ายตายของเขา แต่ความกระด้างเหล่านั้นก็ทำให้ฉันสะเทือนใจ บนท้องฟ้าเมฆฝนเริ่มคลี่คลายแล้ว จันทร์เสี้ยวเป็นสีทองเป็นคมวาว มีดาวตกสว่างวาบเป็นทางเจิดจ้าในระยะใกล้ จนทำให้ฉันตะตะลึง ฉันกำลังเดินอยู่บนถนนที่เปล่าเปลี่ยว ไม่มีใครเลย แต่กระนั้นฉันก็ได้ยินเสียงตัวเองพึมพำอย่างอ่อ นโยน เผลอไผลว่า

    “รงค์ ดาวตกแน่ะ...เห็นไหม...”

    และค่ำวันนั้น เมื่อล้มตัวลงนอน ฉันฝันถึงรงค์อีก (ดูราวกับว่าฉันมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝัน หรือแท้ที่จริงแล้วชีวิตก็เป็นความฝันด้วยเช่นเดียวก ันนะ) ฉันฝันว่ากำลังนอนหลับอยู่บนม้าเล็กริมหน้าต่าง ที่มีแสงแดดยามเย็นส่องผ่านกึ่งของพุ่มการเวกที่มีใบ เขียวหนาเข้ามา เป็นช่วงเวลาที่ดีที่เงียบสงบ และกลิ่นดอกไม้หอมรวยริน รงค์เดินเข้ามา สีหน้าละมุนละไมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน เขาก้มลงมาใกล้เพื่อที่จูบฉัน แต่ทันทีที่เขาสัมผัสเลือดข้นๆ ก็ก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาจมูกและปาก จนทุกหนทุกแห่งเนืองนอง ไปด้วยเลือดสีแดงฉาน...ฉันตกใจตื่น ฝันอะไรอย่างนี้หนอ เลือดนี้แทนความเจ็บปวดจากความรักของเรา หรือเพราะหยาดเลือดบนทรวงอกของหญิงสาวในเรื่องวิมานม ายาของคาวาบาตะที่ฉัน ก่อนนอนกันแน่นะ ที่ทำให้ฉันฝันไปเช่นนั้น...และมันทำให้ฉันตื่นอยู่ด ้วยความเศร้า

    วันต่อมาฝูงวัวของคนแขกกำลังถูกต้อนมาท่ามกลางแสงแดด อ่อนยามเช้า ฉันถามถึงแพกับยาซีน เด็กหนุ่มตาคมที่นุ่งโสร่งลอยชายตามมา

    “ฉันไม่รู้” เขาตอบ “น้าโจเซฟบอกว่าต่อไปฉันต้องเลี้ยงวัวคนเดียวแล ้วละ เขาจะขึ้นเงินเดือนให้ฉันด้วย เพราะฝูงวัวใหญ่ขึ้น”

    “แล้วแพล่ะ” ฉันถามด้วยคำถามเดิม

    “เขาคงอยู่ได้อีกไม่นาน...”

    “อย่าพูดอย่างนี้อีกนะ...” ฉันเกรี้ยวกราด

    “โอ...ฉันไม่ได้ต้องการให้ร้ายเขา...” เด็กหนุ่มพูดอย่างแผ่วเบา “แม้ว่าการตายของเขาจะทำให้ฉันได้เงินเดือนมากขึ้นก็ ตาม เขารู้อะไรมากมาย แต่นั่นไม่เท่ากับที่เขาเป็นคนดีงาม...”

    ฉันเฝ้ามองเด็กหนุ่มต้อนฝูงวัวลงไปสู่ที่ราบริมแม่น้ ำด้วยดวงใจที่หม่อมลอย แล้วรับไปหาแพที่บ้านพัก แต่เขาไม่อยู่ที่นั่น ทั้งไม่มีวี่แววว่าเขากลับมานอนพักแต่อย่างใด

    แล้วค่ำวันหนึ่ง หลังจากค้นหาเป็นเวลานานฉันก็ได้พบแพบนถนนสายหนึ่งที ่เงียบเหงา เมื่อเผชิญหน้ากับเราต่างนิ่งขึง เขาดูราวกับเป็นชายอีกคนหนึ่ง มีบางสิ่งที่ทำให้ฉันตกใจกลัว แต่เมื่อเขายิ้มเขาก็เป็นแพคนเดิม...

    “ฉันตามหาเธอ...” เขาพูด

    “มีอะไรหรือ...” ฉันถาม

    “เพราะว่า...ฉันกำลังจะตาย...” เขาตอบอย่างเงียบสงบ

    “โอ...โอ...” ฉันคร่ำครวญ “ใครพูดกับเธออย่างนี้ อย่าฟังพวกเขาเลย...”

    “ไม่ใช่คนอื่นหรอก ฉันรู้สึกถึงมันด้วยตัวของฉันเอง...”

    คำพูดนั้นทำให้หัวใจฉันเย็นเขียนเหมือนน้ำแข็ง ฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ แกก้มลงมาหา ดวงหน้าซีดเผือดร่วงโรย แต่ก็ดูสงบมั่นคง “เมื่อมันถึงเวลาฉันก็อยากบอกให้เธอรู้...” เขาพูด

    “แพ...โอ...” ฉันร้อง

    “ฟังฉันซี...” เขาพูดเราเคยพูดกันถึงความตายเธอมีภาพฝันที่สวยงามเก ี่ยวกับคนรัก...ฉันก็ เคยพูดว่าฉันจะกลับมา แต่นั่นเป็นแคจินตนาการ เธอคงเคยได้ฟังความเชื่อทางศาสนา พุทธที่พูดว่า ไม่มีการคงอยู่และการตายที่แท้จริง ทุกอย่างเพียงแต่เปลี่ยนสภาพไปโดยเราไม่อาจยึดประหลา ด ฉันสามารถรู้สึกถึงความเศร้าโศกในดวงใจของพวกเข าได้ มีแต่ลุงหยวนที่ทำงานโรงงานน้ำแข็งคนเดียวเท่านั้นที ่ฝืนใจทักแพอย่าง ร่าเริงว่า

    “ไง...คืนนี้กวีใหญ่ นักศึกษาของเราเมาจนเดินไม่ไหวเลยเรอะ...” แขนของแพที่โอบบ่าฉันบัดนี้ตกห้อยไปข้างหลัง แม้กระนั้นฉันก็รู้สึกว่าเขากำลังยิ้ม เมื่อลุงหยวนพูด เขารวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายเงยหน้าขึ้นพูดกับแกอย่าง สุภาพว่า “ครับ...ครับ...”

    ใครคนหนึ่งกระหืดกระหอบตามมา ยาซีนนั่นเอง เขาสอดแขนเข้าประคองแพอีกด้านหนึ่ง ฉันทันได้เห็นใบหน้าที่นองน้ำตาของเขา

    เราพบแพเดินต่อไป ฉันเหนี่ยวแขนเขาโอบรอบบ่าไว้แนบแน่นราวกับมันเป็นสิ ่งสุดท้ายที่ฉันจะยึด เหนี่ยวไว้ได้ ฉันคิดถึงรงค์ด้วย...แต่ก็ด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไ ปเพราะถึงเขาจะกลับมา หรือไม่ ก็จะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้ว...

    เหนือกิ่งไม้และโรงเรียนอันต่ำต้องของคนยากคนจน มีดวงตาพราวฟ้าตระการตาอยู่แสนไกล ฉันหวังว่าแพจะได้ไป

  9. #9
    Lanna
    Avatar von Lanna

    Re: เรื่องสั้น

    ...เช่นทุกๆ วัน รถเมล์สาย ๑๑๓ แทบไม่มีที่ว่างแม้แต่จะให้ยืน ถึงอย่างไรผมก็ยังแทรกขึ้นมาจนได้ และเกือบจะอ้วกออกมาเมื่อได้สัมผัสกับกลิ่นเหงื่อหลั งเลิกงานที่ผสมกับกลิ่น ควันจากท่อไอเสีย มันเหมือนกลืนก้อนขมๆลงคออย่างไรอย่างนั้น แต่หากไม่ขึ้นคันนี้ก็คงต้องรออีกนาน เพราะยิ่งค่ำก็ยิ่งทำท่าว่ารถจะติดมากขึ้น ครั้นจะไปใช้บริการคันที่ติดแอร์เย็นฉ่ำก็เกรงใจเงิน ในกระเป๋า ยิ่งปลายเดือนอย่างนี้ด้วยแล้ว...
    ตั้งแต่หลาน ๒ คนขึ้นมาอยู่ด้วยนี่แหละที่ผมเริ่มชักหน้าไม่ถึ งหลัง ครั้นจะให้พ่อแม่มันช่วยจ่ายค่าห้องบ้างก็รู้ๆกันอยู ่ ทำมาหากินกับทะเลเดี๋ยวนี้เหมือนเมื่อก่อนเสียเมื่อไ หร่ แต่ละน้ำๆส่งให้พวกมันใช้แค่คนละ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท ก็ยังต้องไปหยิบยืมเขา กว่าเงินกู้นักศึกษาจะออกไม่รู้ไปยืมเขามาเท่าไ หร่
    ผมเลิกกินข้าวนอกบ้านตั้งแต่มีสมาชิกร่วมห้อง เงินเดือน ๗,๕๐๐ บาท ต้องเจียดกันสุดสุดถึงอยู่รอด แต่คิดอีกทีก็ยังถือว่าโชคดีที่อุตส่าห์เรียนจน จบ หากไม่มีวุฒิปริญญาตรีไปสมัครงานมีหวังได้กินเงินเดื อน ๕,๐๐๐ บาทเป็นแน่ แต่ก็เพราะปริญญาตรีนี่แหละที่ทำให้ผมไม่อาจหลุดพ้นไ ปจากเมืองวุ่นวายนี้ได้ เสียที
    แวะซื้อแกง ๒ ถุง ที่ร้านประจำตรงปากซอย เมื่อมาถึงห้อง ทันทีที่ผมเปิดประตูเข้ามา หลานชายสองคนนอนอยู่เหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เสียงเพลง 'หัวใจพรือโฉ้' ของวง 'มาลี ฮวนน่า' ดังลั่นห้อง
    “สบายกันจริ๊ง” ผมตะเบ็งแข่งกับเสียงเพลง รู้สึกโมโหขึ้นมาจนหูร้อน “ไหนว่าใกล้สอบแล้วทำไมไม่อ่านหนังสือกัน?” พลางเดินไปลดเสียงวิทยุให้เบาลง
    “อ่านทั้งวันแล้ว ปวดหัวจะตาย” ไข่แดงว่าขณะลุกขึ้นไปถอดปลั๊กหม้อหุงข้าว
    ไข่ดำลุกไปหยิบหนังสือพิมพ์เก่ามาปูตรงกลางห้อง ผมวางถุงแกงลงไป แล้วหม้อข้าวกับถ้วยชามก็วางตามกันลงมาในชั่วพร ิบตา
    ผมนึกสงสารหลานขึ้นมาจับใจ คงหิวกันน่าดู เดือนนี้ยังไม่ได้ถามว่าพอจะมีเงินเหลือกันอยู่บ้างห รือเปล่า คิดอีกทีก็ดีแล้วที่ไม่ได้ถาม เพราะผมเองก็กระเป๋าเกลี้ยงแล้วเหมือนกัน
    ถอดเสื้อโยนลงในตะกร้า เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จ ออกมาถึงอาหารมื้อค่ำเริ่มต้นขึ้นแล้ว ทันทีที่ผมนั่งลงจะกินข้าว เสียงเพลงที่ได้ยินอยู่เมื่อครู่ได้เปลี่ยนมาเป็นประ กาศทวงหนี้
    “เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ นักศึกษาที่เรียนจบแล้ว...”
    “เออ” ไข่ดำทำเสียงตกใจ เหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้ “ย่าโทร.มา” พูดพลางเคี้ยวข้าวเต็มปาก
    “ทำไมไม่โทร.เข้ามือถือ ว่าไงมั่ง?”
    “แกว่าโทร.แล้วแต่ไม่ติด”
    ผมดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง หน้าจอดับสนิท
    “ก็เรื่องที่ให้น้าไปจ่ายเงินกู้ยืมอะไรนั่น ย่าว่าเขาส่งหนังสือไปที่บ้านอีกแล้ว ลองโทร.กลับไปดูละ”
    กินข้าวเสร็จผมพยายามเปิดเครื่องโทรศัพท์ แต่ดูเหมือนหนนี้อาการจะรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ ต้องปล้ำกันอยู่นานกว่าจะเปิดได้ และเมื่อเปิดได้แล้วแต่ก็ยังโทร.ออกไม่ได้ ทั้งที่ยังมีเงินเหลืออยู่อีกตั้ง ๑๒ บาท ผมหมดความพยายาม ควานหาเหรียญในกระเป๋ากางเกงได้ ๕ บาท แล้วลงไปข้างล่าง
    ตู้โทรศัพท์ใต้หอพัก ๓ ตู้ปลอดคน 'สะดวกดีเหมือนกัน' ผมนึกในใจ
    เมื่อต้นเดือนแม่โทร.มาครั้งหนึ่ง บอกว่าทางธนาคารส่งจดหมายมาให้ไปใช้คืนเงินกู้ (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ภายในวันที่ ๓ เดือนกรกฎาคม (เดือนหน้า) งวดแรกทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย เบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการโอน รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งสิ้น ๒,๔๒๒ บาท ปีต่อไปจำนวนเงินก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม่แจกแจงมาให้อย่างละเอียด และกำชับเป็นนักเป็นหนาว่าให้รีบไปใช้คืน แถมยังตอกย้ำมาให้ช้ำใจอีกว่า “มึงต้องทำงานใช้หนี้เขา ๑๕ ปี”
    ตอนนี้ผมอายุ ๒๔ ปี ใจหายวาบเมื่อนึกถึงตัวเลขอายุเมื่อบวกไปอีก ๑๕ ปี ผมต้องเป็นหนี้เขาไปจนแก่! กู้เงินมาใช้เพื่อการศึกษาในระยะเวลา ๔ ปี เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ บาท แต่จบออกมาทำงานมีรายได้แค่เดือนละ ๗,๕๐๐ บาท และกว่าจะหางานที่พอทำได้ก็ต้องวิ่งสมัครอยู่เป็นแรม ปี และยิ่งมีผู้ที่หวังดีต่อการศึกษาของเยาวชนของช าติ เที่ยวออกมาจัดลำดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยอย่างน ี้ แล้วใครเขาอยากรับคนที่จบมาจากมหาวิทยาลัยที่ถู ก (พวกเขา) จัดให้อยู่ท้ายแถวอย่างเรา นึกแล้วก็น่าน้อยใจ
    หลานสาวเป็นคนรับสาย ผมบอกให้รีบพาโทรศัพท์ไปให้แม่เพราะมีเหรียญอยู ่แค่ ๕ บาท เสียงเธอบ่นอุบว่าทำไมไม่โทร.ด้วยมือถือ ขณะพาโทรศัพท์วิ่งไปส่งยังบ้านอีกหลัง
    “เออ มึงไปจ่ายให้เขาหรือยัง?” เสียงแม่กรอกใส่หูมาทันทีที่รู้ว่าเป็นลูกชายโทร.มาจ ากกรุงเทพฯ “เขาให้หนังสือมาอีกแล้ว”
    ผมบอกแม่ว่ายังไม่สิ้นเดือนจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ าย ถึงจะสิ้นเดือนก็เถอะ จ่ายค่าห้องแล้วจะเหลือสักกี่บาท ไหนจะต้องกินต้องใช้อีก ไม่รู้จะได้ไปใช้คืนหรือเปล่า
    “มึงต้องไปใช้เขานา เดี๋ยวต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันเหมือนลูกอีแมวหร อก” แม่ว่า
    ผมพอจะได้ยินมาบ้างเหมือนกัน เรื่องนักศึกษาที่กู้ยืมเงินแล้วไม่ไปใช้หนี้คืนหลัง จากเรียนจบ ทางธนาคารออกหนังสือมาเชิญตัวไปอธิบายเหตุผลกัน ในศาล สุดท้ายลงเอยที่ต้องชำระคืนเป็นรายเดือนจนกว่าจ ะหมด เคยคิดสมน้ำหน้ารุ่นพี่เหล่านั้น ชำระคืนดีๆไม่ชอบต้องใช้กฎหมายมาบังคับ แต่ตอนนี้ผมรู้ซึ้ง ใครบ้างอยากเป็นหนี้ แต่เพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ฝันจึงจำเป็นต้องเป็น คำว่า 'มีปริญญา...มีงาน' นั้นได้หายไปจากโลกนี้นานแล้ว เรียนจบออกมาเพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้ สนุกดีอยู่หรอก!
    ถึงอย่างไรทุกคนก็ต้องการโอกาสทางการศึกษาเหมือ นกัน แม้จะไม่เป็นจริงดั่งดำที่ว่า 'มีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน' ไม่เป็นไร ขอเพียงใบปริญญามาติดไว้ข้างฝาเป็นพอ หรือคิดแค่ว่าเรียนให้จบก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีห ลัง แต่ในความฝันลึกๆนั้นทุกคนต่างวาดเอาไว้สวยหรูทั้งนั ้น เมื่อเรียนจบออกมาสิถึงได้รู้ โลกแห่งความเป็นจริงไม่สวยงามเหมือนความฝันในรั้วมหา วิทยาลัยแม้แต่น้อย ผมนึกในใจ บัณฑิตจบออกมาปีละกี่แสนคน จะมีสักกี่คนหนอที่ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองเคยตั้งใจ เอาไว้?
    สายตัดไปเพราะเหรียญหมด แม่ยังบ่นไม่จบ แต่ผมก็พอจะจับใจความได้ แกกำชับเป็นหนักเป็นหน้าว่าอย่างไรก็ให้ไปชำระคืนงวด แรกเสียก่อน ปีหน้าโน่นถึงจะต้องไปจ่ายอีกครั้ง อย่าให้ต้องถึงกับไปขึ้นศาลเหมือนคนอื่น ผมรับปากทั้งที่ยังไม่มั่นใจนัก แม่ไม่เข้าใจว่าชีวิตที่นี่มันต่างกับบ้านเราขน าดไหน อยู่บ้านไม่มีเงินสักบาทก็มีข้าวกิน แต่ที่นี่หากไม่รู้จักใครที่พอหยิบยืมได้ก็ต้องกินมา ม่า แม่รู้ไหมว่าเวลาที่ผมไม่มีเงินกินข้าวสักบาท นอนแสบท้องจวนเจียนไส้จะขาดนั้นผมคิดถึงบ้านแค่ ไหน แต่เมื่อมาไกลขนาดนี้แล้วจะให้กลับไปเยี่ยงคนขี้แพ้อ ย่างนั้นหรือ? เป็นหนี้ก็ต้องยอมเผื่อวันข้างหน้าจะดีขึ้น ไม่คิดว่าชีวิตของบัณฑิตจบใหม่จะบัดซบเอาถึงขนา ดนี้
    ไม่มีใครอยู่ห้องเมื่อผมกลับขึ้นมา วิทยุยังเปิดทิ้งไว้ ผมรู้สึกน้อยใจตัวเอง โทรทัศน์สักเครื่องไม่มีปัญญาซื้อ หลานจะดูฟุตบอลยังต้องไปอาศัยดูห้องคนอื่น
    อาบน้ำเสร็จผมรู้สึกล้าเต็มที ปิดไฟแล้วล้มตัวลงนอน เสียงดี.เจ.ทองแดงเปิดเพลงเอาใจสาวใต้ใจเปลี่ยวอยู่ไ ม่เลิก น้องมูแนะโทร.มาขอเพลง 'ใจหายเมื่อสายตัด' ของ 'พี่หลวง' ดี.เจ.รับปากว่าจะจัดให้ แต่ตอนนี้ขอเบรกโฆษณาก่อน
    ผมยังตัดสินใจไม่ถูก พรุ่งนี้เงินเดือนออก หากจ่ายค่าห้องรวมค่าน้ำค่าไฟและต้องไปชำระเงินกู้งว ดแรกอีก ๒,๔๒๒ บาท แล้วจะเหลือติดกระเป๋ากี่สตางค์ 'ค่อยใช้ปีหน้าก็แล้วกัน' ผมนึกในใจ แต่ถ้าแม่รู้แกจะว่าอย่างไร? และหากมีจดหมายมาเชิญตัวลูกชายให้ไปขึ้นศาลแม่จะรู้ส ึกอย่างไรหนอ?...
    ขณะที่ผมกำลังหาเหตุผลมาหักล้างกันอยู่นั้น เสียงประกาศทวงหนี้ดังมาจากวิทยุอีกครั้ง เสียงเด็กผู้หญิงออดอ้อนออกมาจากลำโพง เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆเธอขอให้พี่ๆช่วยไปชำระเงินคื น เพื่อนำไปเป็นทุนให้กับน้องๆคนอื่นต่อไป ตอนจบมีเสียงของเด็กหลายคนหัวเราะออกมาพร้อมๆกั น ผมรู้สึกหดหู่ใจ 'เมื่อก่อนผมก็เคยหัวเราะแบบนี้'
    รุ่งขึ้นเงินเดือนออกแล้วผมขอลางานครึ่งวัน เพื่อไปปฏิบัติหน้าที่รุ่นพี่ที่ดีให้กับน้องๆ เที่ยงตรงผมหิวจนแสบท้อง นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้ายังไม่ได้ถามหลานๆว่ายังพอมีเ งินเหลืออยู่บ้างหรือ เปล่า เลยตัดสินใจกลับไปกินข้าวที่ห้อง อาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วค่อยไปธนาคาร โชคดีเดือนนี้เจ้านายให้เบี้ยขยันเพิ่มอีก ๑,๐๐๐ บาท ประหยัดเพิ่มอีกนิดน่าจะประคองตัวให้อยู่ได้ไปจนถึงส ิ้นเดือน
    แวะซื้อแกง ๒ ถุง ตรงปากซอยและเพิ่มซุปหางวัวอีก ๑ ถุง วันนี้ผมรู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงกับได้ยินตัวเองฮัมเพลงออกมาเบาๆ ไม่รู้ไข่ดำกับไข่แดงกินข้าวกันหรือยัง ป่านนี้คงจะอ่านหนังสือกันอยู่ที่ห้อง หรือไม่ก็ดูฟุตบอลอยู่ที่ห้องข้างๆ ถ้าเป็นไปได้ ผมคิดในใจ เดือนหน้าจะหาโทรทัศน์เครื่องเล็กๆเอาไว้สักเคร ื่อง พวกเขาจะได้นอนดูทีมโปรดอยู่ในห้องของตัวเองอย่างสบา ยใจ
    ทั้งสองอยู่ในห้องเมื่อผมผลักประตูเข้าไป แต่ไม่ได้นอนหรืออ่านหนังสืออย่างที่ผมคิดไว้ พวกเขากำลังแกะกล่องที่เพิ่งได้มาใหม่ ดูท่าทางแล้วเพิ่งถึงมาก่อนหน้านี้ไม่นาน เห็นรูปข้างกล่องผมไม่ต้องถามว่ามันคืออะไร
    “ได้เงินมาจากไหนเอาไปซื้อโทรศัพท์?” อารมณ์ผมเปลี่ยนทันที
    “เงินออกแล้ว” ทั้งสองคนตอบเกือบพร้อมกัน แต่ยังก้มหน้าก้มตารื้อกล่องของตัวเองต่อ
    ผมใช้สมองคิดไม่นานก็นึกได้ว่า 'เงิน' อะไรที่ออกแล้ว รู้สึกโมโหจนหูอื้อ เอาถุงแกงไปโยนไว้ตรงมุมห้อง พวกเขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
    “เท่าไหร่?” ผมถาม
    “เครื่องไหน?” ไข่แดงว่า “ของผมแปดพันห้าของไอ้ดำเก้าพันสอง”
    ผมเหมือนเลือดฉีดขึ้นหัว โมโหจนตัวสั่น “กูไม่ได้ถามว่าของมึงเท่าไหร่ กูถามว่าเงินกู้ออกเท่าไหร่?” ว่าเสร็จผมไม่รอฟังคำตอบ ปิดประตูโครมออกมาข้างนอก เสียงสะท้อนอยู่ในหูระหว่างคำว่า 'เพื่อโอกาสของน้องๆ' ที่ได้ยินอยู่เมื่อคืนกับคำตอบที่ได้รับจากหลาน ชาย
    หน้ามหาวิทยาลัยยามเที่ยงวันผู้คนบางตากว่าช่วงหัวค่ ำ นักศึกษาจอแจอยู่ตรงป้ายรถเมล์ ผมจ้ำเท้าไปเรื่อยเปื่อยตามบาทวิถี ขณะเดินผ่านหน้าธนาคารแว่วได้ยินเสียงมาจากที่ไหนสัก แห่ง
    เพื่อโอกาสของน้องๆ?...

  10. #10
    Avatar von Poom

    Registriert seit
    16.01.2007
    Beiträge
    26

    Re: เรื่องสั้น

    โอ,,,นี่เรื่องสั้นหรอค่ะ แถวบ้านเรียกเรื่องยาวค่ะ อิอิอิ

    ปุ้ม

Seite 1 von 2 12 LetzteLetzte

Ähnliche Themen

  1. Antworten: 2
    Letzter Beitrag: 30.07.05, 03:08
  2. Antworten: 3
    Letzter Beitrag: 27.04.04, 20:29
  3. Antworten: 6
    Letzter Beitrag: 25.11.03, 20:38
  4. Antworten: 5
    Letzter Beitrag: 31.03.03, 20:57